การพัฒนาศักยภาพในการเติบโตในสายอาชีพ กุญแจสำคัญในการเก็บรักษาพนักงานรุ่นใหม่

ในยุคที่การทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้ามคือ การมอบโอกาสในการพัฒนาอาชีพที่มีคุณภาพสำหรับพนักงานรุ่นใหม่ ผลวิจัยจาก Gallup และ Deloitte ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเติบโตในหน้าที่การงานที่มีผลโดยตรงต่อความผูกพันของพนักงาน หากองค์กรต้องการรักษาคนเก่ง ๆ ให้อยู่กับบริษัทได้นานขึ้น การพัฒนาศักยภาพเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

ความผูกพันของพนักงานที่เปลี่ยนไป

หลังจากที่ความผูกพันของพนักงานสูงขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 ข้อมูลจาก Gallup ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ความผูกพันนั้นได้เริ่มคงที่ แต่ที่น่าสังเกตคือ พนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z กลับมีความผูกพันที่ลดลงมากกว่ารุ่นอื่น ๆ พนักงานรุ่นเบบี้บูมเมอร์มีความผูกพันเพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนรุ่นมิลเลนเนียลตอนต้น (เกิดระหว่างปี 1980-1988) กลับลดลงถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมิลเลนเนียลตอนปลายและเจน Z (เกิดหลังปี 1989) ลดลง 5 เปอร์เซ็นต์

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความผูกพันลดลง ได้แก่ การที่พนักงานรุ่นใหม่รู้สึกว่า ไม่มีใครใส่ใจพวกเขาในที่ทำงาน ไม่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา และไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับพันธกิจขององค์กร พวกเขายังมีโอกาสพูดคุยเรื่องความก้าวหน้าในการทำงานกับหัวหน้าน้อยลง รวมถึงไม่ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพ ซึ่งทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกห่างไกลจากที่ทำงานมากขึ้น และมองหาทางเลือกใหม่ ๆ นอกองค์กร

การเติบโตในอาชีพเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การขาดโอกาสในการพัฒนาอาชีพเป็นสาเหตุหลักที่พนักงานตัดสินใจลาออก ผลวิจัยจาก Gallup ยืนยันว่า พนักงานรุ่นใหม่ต้องการการพัฒนาในอาชีพมากกว่ารุ่นเก่า ๆ พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ “งาน” แต่ต้องการเส้นทางการเติบโตในอาชีพที่ท้าทายและตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง

การสำรวจของ Deloitte ปี 2023 ที่เก็บข้อมูลจากพนักงานรุ่นเจน Z และมิลเลนเนียลกว่า 22,000 คนจาก 44 ประเทศ ย้ำให้เห็นชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่ต้องการโอกาสในการเติบโตที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้น พวกเขาคาดหวังว่าองค์กรจะมอบโอกาสในการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมองหาเส้นทางการเติบโตในหน้าที่การงานที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเลื่อนตำแหน่งเท่านั้น

การสร้างโอกาสภายในองค์กร

หนึ่งในวิธีที่องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการนี้คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มภายในเพื่อจับคู่พนักงานกับโปรเจ็กต์หรือบทบาทที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความสนใจของแต่ละคน การใช้ระบบนี้ไม่เพียงแค่สร้างโอกาสภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความผูกพันและสร้างความภักดีให้กับพนักงานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในอาชีพไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเลื่อนตำแหน่งเสมอไป การที่พนักงานได้รับโอกาสในการเข้าร่วมโปรเจ็กต์พิเศษ รับผิดชอบงานใหม่ ๆ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ จากงานระยะสั้น ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างความท้าทายและการเติบโตในหน้าที่การงาน

บทบาทของผู้จัดการในการพัฒนาศักยภาพ

ผู้จัดการมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสเหล่านี้ โดยการพูดคุยกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เช่น “คุณอยากทำอะไรต่อไป?” “อะไรที่ทำให้คุณตื่นเต้น?” “มีอะไรที่ขวางทางคุณอยู่บ้าง?” คำถามเหล่านี้ช่วยให้ผู้จัดการสามารถจับคู่พนักงานกับโอกาสที่เหมาะสมและตรงกับความสนใจของพวกเขา

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผู้จัดการในองค์กรบ้านเรายังไม่ค่อยทำบทบาทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้จัดการ จริง ๆ ก็คือ จัดการกับงาน จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ฯลฯ แต่ไม่เคยคุยกับพนักงานจริงจัง ว่า คนไหนต้องพัฒนาอะไร อยากเติบโตไปไหน และจะต้องเสริมศักยภาพอะไรตรงไหนที่ทำให้พนักงานเติบโตได้อย่างจริงจัง

การลงทุนในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่

การสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพไม่ได้เพียงแค่ช่วยรักษาพนักงานรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการลงทุนในผู้นำรุ่นถัดไปขององค์กรด้วย คนรุ่นเจน Z และมิลเลนเนียลมักนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ และนวัตกรรมที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ในวันนี้ การพัฒนาอาชีพไม่ใช่แค่การเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและท้าทาย ให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีค่าและเห็นอนาคตในองค์กรนั้น ๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผู้นำที่เข้มแข็ง และมั่นคงสำหรับอนาคตต่อไป

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑