ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่ที่ทำงานด้วยกันบ่นให้ฟังว่า “เด็กสมัยนี้ดีแต่เรียนหนังสือเก่ง เห็นได้เกียรตินิยมกันเยอะแยะไปหมด แต่พอมาทำงาน ให้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และประยุกต์ความรู้ที่เรียนมาให้มาใช้กับการทำงานของบริษัท กลับคิดไม่ออก บอกว่าไม่ได้เรียนมา หรือได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาในการทำงานบางอย่าง ก็คิดไม่ออกอีก บอกว่า ที่เรียนมาไม่เคยมีปัญหาแบบนี้” ท่านผู้อ่านล่ะครับคิดอย่างไรกับคำบ่นนี้
โดยส่วนตัวผมคิดว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจจะเหมารวมทั้งหมดไม่ได้ แต่จากประสบการณ์ที่เจอมากับตัวเอง ก็เจอในแบบที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นบ่นให้ฟัง ก็คือ คิดไม่ค่อยจะออก มากกว่าคิดออก ให้แก้ปัญหา ก็แก้ไม่ได้ แต่กลับย้อนถามหัวหน้าว่า ต้องแก้อย่างไร !
วันนี้ก็เลยเอานิทานอีกเรื่องจากหนังสือ ฮาร์วาร์ดสอนวิธีคิด เล่มที่ 2 ซึ่งเขียนโดย เหวย์ ซิ่วอิง มาให้อ่านกันครับ
เครนส์เป็นพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่ง เขามีโรงงานผลิต และจำหน่ายช็อกโกแลตเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่เมื่อฤดูร้อนมาถึงเขาต้องกลุ้มใจเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ช็อกโกแลตละลายเร็วมาก ดังนั้นร้านค้าหลายแห่งจึงไม่รับช็อกโกแลตของเขาไปขายในช่วงหน้าร้อน ก็เลยทำให้ยอดขายช็อกโกแลตลดลงเป็นอย่างมาก จนโรงงานเกือบต้องปิดตัวลง
เครนส์ เริ่มคิดหาวิธีใหม่ ๆ ในเมื่อฤดูร้อนไม่มีใครทานช็อกโกแลต แล้วทำไมไม่ลองทำลูกอมรสมิ้นท์ดูล่ะ ต่อมาโรงงานของเขาก็เริ่มผลิตลูกอมรสมิ้นท์เพื่อคลายร้อน และทุกปีเมื่อฤดูร้อนมาถึงลูกอมชนิดนี้จะขายดีมากเป็นพิเศษ เพราะสามารถคลายร้อนได้ และเมื่อฤดูร้อนผ่านไป เข้าสู่ฤดูหนาว ช็อกโกแลตก็เริ่มกลับมาขายดีตามปกติ
สุดท้ายแล้วไม่ว่าฤดูไหนสภาพอากาศเป็นเช่นไรเครนส์ก็ไม่ต้องกลุ้มใจในเรื่องยอดขายสินค้าที่โรงงานของเขาอีกต่อไป
ลองอ่านอีกเรื่องหนึ่งนะครับ
ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางเดินเข้าไปในสวนดอกไม้หลังวัง ขณะที่ทุกคนกำลังชมวิวในสวนอยู่นั้น ฮ่องเต้ก็ถามคำถามเกี่ยวกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าว่า
“ใครรู้บ้างว่าน้ำในบ่อนี้สามารถบรรจุลงในถังได้ทั้งหมดกี่ถัง”
เหล่าขุนนางนั่งฟังแล้ว ก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่มีใครคิดออกว่าคำตอบคืออะไร ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกโกรธบรรดาขุนนางเป็นอย่างมาก พร้อมกับพูดว่า
“พวกเจ้าอ่านคัมภีร์ และตำราต่าง ๆ มากมาย รู้ทฤษฎีในเรื่องต่างๆ ก็มาก แค่คำถามง่ายๆ แค่นี้ยังตอบไม่ได้อีกหรือ”
ฮ่องเต้จึงให้เวลาเหล่าขุนนางสามวันในการคิดหาคำตอบ ถ้าใครตอบไม่ได้จะต้องถูกลงโทษ
สามวันผ่านไปเหล่าขุนนางก็ยังไม่มีใครคิดคำตอบได้ ขณะที่ฮ่องเต้ลงโทษพวกเขาอยู่นั้น เด็กชายที่ตัดหญ้าในสวนก็ปรากฏตัวขึ้น เด็กคนนี้อายุเพียงเจ็ดขวบ พอได้ยินคำถามของฮ่องเต้ เด็กน้อยก็พูดว่าคำถามนี้ง่ายจะตาย พร้อมกับตอบคำถามว่า
“ถ้าถังที่นำมาบรรจุน้ำมีขนาดใหญ่เท่ากับบ่อน้ำ ก็จะบรรจุน้ำได้หนึ่งถัง แต่ถ้าถังเล็กกว่าบ่อน้ำหนึ่งเท่าตัวก็สามารถบรรจุน้ำได้สองถัง….”
ฮ่องเต้ได้ยินหัวเราะชอบใจที่เด็กน้อยคนนี้สามารถตอบคำถามได้ ผิดกับบรรดาขุนนางที่มีความรู้มากแต่กลับไม่สามารถตอบคำถามได้
อ่านจบแล้วคิดอย่างไรครับ
ความรู้ในตำราเป็นสิ่งที่สำคัญ ขาดไม่ได้ก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่อยู่นิ่งๆ กับที่ คนที่เรียนรู้แล้ว สามารถนำเอาความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ ปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น นั่นถึงเป็นคนที่รู้จริง
อีกทั้งสังคมที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งอย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ทำให้คนเราต้องแข่งขันกันมากขึ้น และถ้าเราต้องการเป็นผู้ชนะในการแข่งขันนี้ เราจะต้องทำอย่างไร ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเรียนให้ทันกันได้ แต่หากต้องการเป็นผู้ชนะ ก็ต้องแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองออกมาให้เต็มที่ เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง
ดังนั้น เมื่อมีความรู้ดีแล้ว ก็จงนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ โดยการคิดและสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ ในการทำงานให้ได้ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าในตัวเราเองได้ครับ

ขออนุญาตนำไปสอนลูกน้องต่อ และแชร์กับกลุ่มต่างๆครับ.. ขอบพระคุณครับ..