แนวโน้มการขึ้นเงินเดือนประจำปีตามผลงาน ปี 2561

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ผมได้ไปนำเสนอผลการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการของทางสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัล ซึ่งก็มีชาว HR มากมายที่เข้ามาร่วมฟัง และเข้าร่วมการสำรวจค่าจ้างฯ ของทาง PMAT ในปีนี้ ซึ่งก็คือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีครับ เพราะในอดีตที่ผ่านมาประมาณ 10 ปีที่แล้ว เรื่องของการสำรวจค่าจ้างและสวัสดิการนั้น องค์กรทั่วไป ไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไหร่ แม้ว่า HR ขององค์กรจะพยายามนำเสนอให้กับผู้บริหารขององค์กร และผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องของการให้ข้อมูลเงินเดือนค่าจ้างนั้น กลับไม่อยากเข้าร่วมเพราะเชื่ออย่างเดียวว่าข้อมูลเงินเดือนเป็นความลับไม่ควรนำไปเปิดเผยแต่ก็แปลกนะครับ ที่เวลาสอบถามไปที่ผู้บริหารกลุ่มนี้ว่า อยากได้ข้อมูลว่าตลาดจ่ายกันเท่าไหร่หรือไม่ ต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อยากรู้” และถ้าไม่มีใครอยากที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แล้วข้อมูลเหล่านี้จะมาจากไหน จริงมั้ยครับ

ปัจจุบันนี้ เรื่องของการบริหารค่าจ้างเงินเดือน เริ่มเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ต่างก็เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในลักษณะนี้ มันไม่ได้ทำให้คู่แข่งรู้ข้อมูลค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทเราเลย เพราะคนที่ทำรายงานผลการสำรวจค่าจ้าง ก็จะนำข้อมูลที่ได้มา (ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าเป็นของพนักงานคนไหน) มาสรุปเป็นข้อมูลทางสถิติ ให้กับนักบริหารค่าจ้าง หรือ HR ขององค์กรที่ทำหน้าที่ในเรื่องนี้ ได้นำเอาข้อมูลไปใช้ในการเปรียบเทียบ ปรับปรุง ระบบการบริหารค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทตนเองให้แข่งขันได้นั่นเอง

ในปีนี้ ก็มีบริษัทจำนวน 239 บริษัท ที่เข้าร่วมการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการกับทางสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย และก็ได้มีตัวเลขและรายงานสรุปส่งให้เรียบร้อยแล้ว ประเด็นที่ผมจะดึงมาคุยกันในวันนี้ก็คือ เรื่องของอัตราการขึ้นเงินเดือนในปี 2561 ที่จะถึงนี้ น่าจะเป็นสักเท่าไหร่

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือ 2560 บริษัทได้มีการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยที่ 5.15%

ปีนี้ 2560 เรื่องของอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการไว้ 2.5% และทำเป็นช่วงบวกลบไว้ที่ 2.5% ซึ่งถ้าคำนวณออกมาก็คืออาจจะอยู่ในช่วงตั้งแต่ต่ำสุดคือ 1% ถึงสูงสุดที่ 4%

แต่ถ้าเราดูตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ณ เดือน ตุลาคม 2560  อยู่ที่ 0.86 เท่านั้น โดยส่วนตัวผมเองก็เลยขอบังอาจประมาณการไว้ว่าทั้งปี 2560 เงินเฟ้อเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1%เท่านั้น
จากตารางข้างต้น (ก็จะเหมือนกับบทความเก่าๆ ทุกปี) ผมก็นำเอาตัวเลข 3 ตัวมาใส่ เพื่อที่จะลองประมาณการดูว่า ปีหน้าอัตราการขึ้นเงินเดือนน่าจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ บรรทัดแรกก็คือ อัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยย้อนหลังไปตั้งแตปี 2555 ไล่มาถึงปี 2560 ล่าสุดที่เพิ่งขึ้นกันไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง บรรทัดที่สองก็คือ อัตราค่าครองชีพ (เงินเฟ้อ) ที่ย้อนหลังไปเช่นกัน จนถึงปีล่าสุดปีนี้ ที่ประมาณการไว้ 1% ตอนปลายปี ก็เลยขอหยิบมาใส่ไว้ ณ เดือนมกราคม 2560 เพื่อเป็นฐานในการคำนวณ บรรทัดที่ 3 ผมเรียกมันว่า Real Merit (บางแห่งก็เรียกว่า Pure Merit) ก็คือ % การขึ้นเงินเดือนจริงๆ ที่พนักงานได้รับ ซึ่งเป็นการคำนวณโดยเอา อัตราการขึ้นเงิ
ลี่ยในปีนั้นๆ ลบด้วย อัตราค่าครองชีพในปีเดียวกัน ผลก็คือ อัตราที่พนักงานได้รับจริงๆ ในการทำงานตามผลงาน

จากนั้นผมก็เอา real merit 5 ปีย้อนหลัง เขาสูตร Excel หาค่าแนวโน้มว่าในปีถัดไปนั้นแนวโน้มน่าจะเป็นสักเท่าไหร่ ถ้าอดีตที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ ผลที่ได้ออกมาก็คือ 4.24%

จากนั้นก็นำเอาตัวเลข 4.24 ซึ่งถือว่าเป็น real merit จริง ที่พนักงานน่าจะได้ ไปบวกกับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ประมาณการไว้ เพื่อดูแลพนักงานในเรื่องของสินค้าที่มันแพงขึ้นจากปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 1% รวมแล้วตัวเลขที่น่าจะเป็นก็คือ 5.24%

แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อตัวเลขนี้นะครับ เพราะทางบริษัทเองจะต้องนำไปพิจารณาความเหมาะสมของบริษัทอีกทีนะครับ สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ

  • อัตราเงินเดือนเฉลี่ยของบริษัทเทียบกับตลาดปัจจุบัน ว่าเราจ่ายสูงกว่าตลาด เท่ากัน หรือต่ำกว่าตลาดอยู่ที่ประมาณกี่% ซึ่งตรงนี้ก็ต้องให้ HR ไปทำการเปรียบเทียบมาให้ ถ้าผลออกมาบริษัทเราจ่ายต่ำกว่าตลาดอยู่ประมาณ 5% (สมมุติ) กรณีนี้ HR อาจะจะต้องเสนอขึ้นเงินเดือนมากกว่า 24% ตามที่คำนวณออกมาได้ข้างต้น เพราะถ้าเราขึ้นเท่ากับที่ตลาดเขาขึ้นกัน เราก็จะยังคงมีอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าตลาดไปเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าบริษัทเราจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าตลาดพอสมควรอยู่แล้ว เราก็อาจจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนในอัตราที่ต่ำกว่า 5.24% เป็นต้นครับ ส่วนว่าจะขึ้นเท่าไหร่นั้น ก็อยู่ที่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ

 

  • ความสามารถในการจ่ายของบริษัทเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ บริษัทเองก็คงต้องพิจารณาถึงความสามารถในการจ่ายของบริษัทเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประกอบการ ทั้งยอดขาย และกำไร และดูสถานการณ์ในอนาคตปีถัดไปว่าจะเป็นอย่างไรด้วยเช่นกัน

ตอนนี้ก็พอจะได้ไอเดียไปนำเสนอผู้บริหารของบริษัทว่าปีถัดไปจะกำหนดงบประมาณในการขึ้นเงินเดือนสักเท่าไหร่ดี เมื่อได้ตัวเลขงบประมาณแล้วก็อย่าลืมกระจาย % ขึ้นเงินเดือนให้สอดคล้องกับผลงานของพนักงานด้วยนะครับ ให้คิดถึงวัตถุประสงค์ของการบริหารค่าจ้างเงินเดือนไว้เสมอก็คือ ดึงดูดเก็บรักษาและจูงใจคนเก่ง นั่นเองครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑