บทบาทหน้าที่ของหัวหน้างานที่ดี ตอนที่ 4

เราก็ได้คุยกันถึงบทบาทของหัวหน้างานที่ดีไปแล้ว 3 ตอน วันนี้ก็จะมาเป็นตอนที่ 4 ซึ่งก็ยังอยู่ในมุมของการบริหารคนอยู่ครับ สิ่งที่เราคุยกันไปแล้วเกี่ยวกับการบริหารคนของหัวหน้า ก็มีเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ การสื่อความ และการสร้างทีมงาน หรือการทำงานเป็นทีม วันนี้จะมาคุยกันในอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่หัวหน้างานสมัยใหม่ขาดเรื่องนี้ไม่ได้เลย นั่นก็คือเรื่องของ การสอนงาน หรือ Coaching นั่นเอง

การสอนงานเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ในการเป็นหัวหน้างานไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม หน้าที่ของหัวหน้าก็คือทำให้ลูกน้องสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าลูกน้องยังไม่สามารถทำงานนั้นได้ หัวหน้าก็ต้องทำหน้าที่สอนงาน และให้คำแนะนำในการทำงานแก่ลูกน้องของตน เพื่อให้เขาสามารถที่จะสร้างผลงานให้เราได้อย่างเต็มความสามารถ

พอพูดถึงเรื่องการสอนงาน ผมก็มักจะตั้งคำถามให้กับบรรดาหัวหน้างานลองตอบดูว่า “คิดอย่างไรถ้าลูกน้องเก่งกว่าเราในฐานะหัวหน้างาน” และผมก็ได้รับคำตอบที่หลายหลายมากๆ นี่คือคำตอบที่ผมรวบรวมมาได้ครับ

  • “ไม่ดีสิ ถ้าลูกน้องเก่งกว่าเรา ก็แปลว่าเราก็หมดความสำคัญไป”
  • “แล้วทำไมเราถึงต้องไปทำให้ลูกน้องเก่งกว่าเราล่ะ”
  • ไม่มีทางหรอกที่ลูกน้องจะเก่งกว่าเราไปได้ เพราะหัวหน้ายังไงก็มีความรู้มากกว่าอยู่ดี”
  • “ลูกน้องเก่งกว่า ก็ดีสิ เพราะเขาจะได้ทำงานในรายละเอียดได้ดี หัวหน้าจะได้ไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า”
  • “ดีเลย ถ้าลูกน้องเก่งกว่า หัวหน้าจะได้สบายหน่อย”

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไรครับ กับการที่ลูกน้องจะเก่งกว่าหัวหน้า ในประสบการณ์ของผมเองนะครับ การที่ลูกน้องเก่งกว่าหัวหน้านั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นความเก่งทางด้านเทคนิค หรืออาจจะเก่งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดีซะอีก จะได้เป็นการต่อยอดความคิด และสร้างสรรค์ผลงานที่ดีขึ้นไปอีก เพราะเราก็ยังคงทำงานในทีมเดียวกัน หัวหน้าก็ยังคงต้องควบคุมดูแลลูกน้องอยู่ดี เพียงแต่ หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเก่งไปซะทุกเรื่อง หรือรู้มันทุกเรื่องเลย เพราะเอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นไปได้ยากครับที่หัวหน้าจะรู้ไปหมดทุกอย่าง ก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันไปครับ

ประเด็นที่อยากจะบอกก็คือ การที่จะทำให้ลูกน้องทำงานได้ตามที่เราคาดหวังไว้นั้น ก็มีอยู่ทางเดียว ถ้าลูกน้องทำงานนั้นไม่ได้ หรือทำไม่เป็น หัวหน้างานก็ต้องทำหน้าที่ในการสอนงาน ให้คำแนะนำงานแก่ลูกน้องคนนั้น เพื่อให้เขาทำงานเป็น ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ ทำไม่เป็นก็ให้เพื่อนสอน หรือกลัวว่าสอนแล้วลูกน้องจะเก่งกว่าเราไป อันนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดมากๆ เลยนะครับ

การที่หัวหน้าสอนงานลูกน้องได้ดีนั้น ตัวหัวหน้าเองก็จะได้รับความสำคัญมากขึ้นไปอีก ลูกน้องก็จะแสดงความนับถือ และแสดงความจริงใจให้เราเห็น เพราะเขาจะรู้สึกว่า นายไม่หวงวิชาเลย นายอยากให้เราเก่ง และนายคอยส่งเสริมเรา เห็นมั้ยครับมีแต่ได้กับได้ ตรงกันข้ามกับหัวหน้างานที่หวงวิชา มัวแต่กลัวว่าลูกน้องจะมาแย่งความดีความชอบไป ถ้าเป็นอย่างหลังนี้ เวลามีปัญหาในการทำงานเกิดขึ้น ลูกน้องก็จะแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องอาศัยหัวหน้างานคอยแก้ไข สุดท้ายก็ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ล่ะครับ งานพัฒนาก็ไม่เกิดเลย เพราะลูกน้องทำไม่เป็น ก็ต้องให้หัวหน้าทำ หัวหน้าก็จะบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “ไม่มีเวลาเลย งานเยอะมาก ดูซิแต่ละคนทำงานกันไม่เป็นเลย ต้องให้ผมมาแก้ไขงานให้ตลอด แบบนี้ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนางานใหม่ล่ะครับ” นี่คือข้ออ้างของหัวหน้างานที่ไม่ค่อยจะสอนงานลูกน้องนะครับ

เรื่องของเทคนิคในการสอนงานนั้นเรียนรู้กันไม่ยากครับ เน้นไปในเรื่องของการสื่อความทั้งการส่งสาร และการรับสารเป็นหลัก แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงจุดนั้น หัวหน้างานจะต้องมีทัศนคติเรื่องของการสอนงานเสียก่อนว่า เป็นความรับผิดชอบของหัวหน้างานโดยตรงเลยที่จะต้องสอนงานลูกน้อง และต้องมีการพัฒนาลูกน้องของตนเองทุกวัน

หลายก็ก็ถามอีกว่า เป็นไปได้อย่างไรที่จะมาสอนงานกันทุกวัน ผมกลับมองว่าเป็นไปได้เยอะด้วยครับ การสอนงานนั้นไม่จำเป็นต้องสอนกันอย่างเป็นทางการนะครับ ไม่ใช่ต้องมานั่งกันในห้องเรียน แล้วหัวหน้าก็ยืนสอนอยู่หน้าชั้นนะครับ แค่การพูดคุยกันถึงเรื่องของผลงานระหว่างทานอาหาร หรือระหว่างสูบบุหรี่กัน ก็เรียกได้ว่าเป็นการสอนงานแล้วครับ บางครั้งเราเองยังไม่รู้ตัวเลยว่าเราได้สอนงานลูกน้องเราไปแล้ว

ดังนั้นหัวหน้างานก็ควรจะทำให้เรื่องของการสอนงานนั้นเป็นกิจวัตรประจำวันไปเลย แล้วทีมงานจะเก่งขึ้นอย่างมากเลยครับ ผมมีคำถามที่อยากให้หัวหน้างานลองตอบดูนะครับว่า

“ท่านอยากได้ลูกน้องที่ทำงานกันมา 10 ปีนั้น มีประสบการณ์ในการทำงานแค่ 1 ปีแต่สิบครั้ง หรือมีประสบการณ์สั่งสมมาเป็นเวลา 10 ปีจริงๆ” มันแตกต่างกันมากเลยนะครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑