อย่าเพิ่งกลัวถูกแทนที่ หากคุณยังมี 6 จุดแข็งที่ AI เลียนแบบไม่ได้

ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AI กันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ AI ตัวอื่นๆ ที่เก่งกาจเหลือเกิน ช่วยเราเขียนอีเมล ช่วยวางแผนกลยุทธ์ หรือแม้กระทั่งช่วยสร้างงานศิลปะสวย ๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที จนหลายท่านเริ่มกังวลว่า “เอ๊ะ… แล้ววันหนึ่ง AI จะมาแทนที่พวกเราไหม?”

ผมเองมองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากครับ แต่จากการสังเกตและข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆ ด้าน พบว่า AI ก็ยังมี “จุดบอด” หรือสิ่งที่ไม่ถนัดเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับมนุษย์เรา โดยเฉพาะในเรื่องที่ต้องใช้ หัวใจ และ สัญชาตญาณ

วันนี้ผมเลยอยากชวนท่านผู้อ่านมาดูกันครับว่า อะไรบ้างที่ AI ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับมนุษย์ และทำไมเราถึงยังมีความสำคัญอยู่

1. ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และความลึกซึ้งทางอารมณ์

เคยไหมครับ เวลาที่เรารู้สึกแย่ๆ เราไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกต้องที่สุดทางทฤษฎี แต่เราต้องการใครสักคนที่ตบไหล่ แล้วบอกว่า “ผมเข้าใจคุณนะ”

AI ทำสิ่งนี้ไม่ได้ครับ…

AI อาจจะเขียนคำปลอบใจที่ดูสวยหรูได้ แต่มัน “ไม่รู้สึก” ครับ มันไม่เข้าใจความเจ็บปวด ความสุข หรือความเศร้าในระดับจิตวิญญาณ มันเพียงแค่ประมวลผลคำศัพท์จากฐานข้อมูลมหาศาลเพื่อเลือกคำตอบที่ (น่าจะ) ดีที่สุดออกมาเท่านั้น ในสถานการณ์ที่เปราะบางทางความรู้สึก Human Touch หรือสัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์ จึงยังเป็นสิ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้

2. สามัญสำนึก (Common Sense) และการอ่านบรรยากาศ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เราทำได้โดยธรรมชาติ แต่กลับเป็นเรื่องยากสำหรับ AI ครับ

AI มักจะ ตกม้าตาย ในเรื่องง่าย ๆ เพราะมันมักจะตีความตามตัวอักษร (Literal) ลองนึกภาพการคุยเล่นในออฟฟิศที่มีการประชดประชันขำ ๆ หรือมุกตลกหน้าตาย AI อาจจะงงหรือไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมที่ซับซ้อนเหล่านั้น

บางครั้งคำถามที่ต้องใช้ตรรกะแบบเด็ก ๆ หรือสามัญสำนึกพื้นฐานมากๆ AI กลับตอบผิดอย่างน่าประหลาดใจ เพราะมันขาดบริบทของโลกความจริงที่พวกเราซึมซับมาตั้งแต่เกิดครับ

3. ความถูกต้องแม่นยำ หรืออาการ “มั่วข้อมูล”

ท่านที่เคยใช้ AI น่าจะเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ถามอะไรไป แล้ว AI ตอบกลับมาอย่างมั่นใจสุดๆ แต่ข้อมูลนั้น “ผิด” ไหมครับ?

ในวงการเขาเรียกอาการนี้ว่า Hallucination ครับ คือเมื่อ AI ไม่รู้คำตอบ แทนที่มันจะบอกเราว่าไม่รู้ แต่มันอาจจะ “แต่งเรื่อง” ขึ้นมาใหม่ให้น่าเชื่อถือแทน ซึ่งอันตรายมากนะครับถ้าเรานำไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายหรือการแพทย์

อย่าลืมนะครับว่า AI ทำงานโดยการ คาดเดาคำถัดไป ไม่ได้ทำงานโดยการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) แบบที่มนุษย์เราทำ

4. ความคิดสร้างสรรค์ที่ คิดใหม่ อย่างแท้จริง

จริงอยู่ที่ AI สร้างรูปภาพหรือบทความใหม่ ๆ ได้ แต่ถ้ามองลึกลงไป มันคือการ “ผสมผสาน” (Remix) ข้อมูลที่มีอยู่เดิม

AI ไม่มี แรงบันดาลใจ ไม่มีประสบการณ์ชีวิตที่ขมขื่นหรือหอมหวานเพื่อนำมากลั่นกรองเป็นงานศิลปะ มันไม่สามารถคิดค้นทฤษฎีใหม่ที่หลุดโลก หรือสไตล์งานที่ไม่เคยมีมาก่อนได้เหมือนกับอัจฉริยะที่เป็นมนุษย์ เพราะกรอบความคิดของมันคือข้อมูลในอดีตเท่านั้น

5. เข็มทิศทางศีลธรรม

ข้อนี้สำคัญมากสำหรับการเป็นผู้นำครับ AI ไม่มีจริยธรรมของตัวเองครับ มันเรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไป หากข้อมูลนั้นมีอคติ (Bias) ไม่ว่าจะเรื่องเพศหรือเชื้อชาติ AI ก็จะซึมซับสิ่งนั้นมา

และในสถานการณ์สีเทา ๆ ที่ต้องตัดสินใจแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก AI ไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ได้ครับ สุดท้ายแล้ว มนุษย์ ยังต้องเป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบในเชิงจริยธรรมอยู่ดี

6. ทักษะในโลกความจริง (Physical World)

แม้ซอฟต์แวร์จะฉลาดล้ำโลก แต่ในแง่ของกายภาพ หุ่นยนต์ AI ยังตามหลังมนุษย์อยู่มากครับ การทำงานง่ายๆ เช่น การพับผ้า การจัดของใส่กล่อง หรือการเดินในพื้นที่ขรุขระ ยังเป็นเรื่องยากและใช้ต้นทุนสูงมากสำหรับหุ่นยนต์ เมื่อเทียบกับความคล่องแคล่วของมนุษย์เรา

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพชัดขึ้นนะครับว่า AI เปรียบเสมือน สารานุกรมที่มีพลังคำนวณมหาศาล แต่มันขาด จิตวิญญาณ ประสบการณ์ และสัญชาตญาณ

ดังนั้น บทบาทที่ดีที่สุดของ AI คือการเป็น ผู้ช่วย (Co-pilot) มากกว่า ไม่ใช่มาแทนที่กัปตันอย่างพวกเรา

โจทย์สำคัญของคนทำงานและผู้นำในยุคนี้ จึงไม่ใช่การแข่งกับ AI แต่คือการถามตัวเองว่า เราจะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของ AI มาอุดรอยรั่วในการทำงาน และใช้เวลาที่เหลือไปโฟกัสกับสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ได้อย่างไรมากกว่า

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ วันนี้ท่านเอาความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่า AI มาใช้ในการทำงานแล้วหรือยัง

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑