ผมเชื่อว่าเราทุกคนเคยเจอปัญหานี้ เวลาเพื่อนร่วมงานมาเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้ฟัง หรือหัวหน้ากำลังอธิบายโปรเจกต์ใหม่ๆ สุดท้ายแล้วพอต้องลงมือทำ หรือต้องสรุปสิ่งที่ได้ยิน เรากลับทำในสิ่งที่เราคิดว่าเขาพูด หรือเราสรุปเอาเองว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนั้น
ผลลัพธ์เหรอครับ? งานผิด, เสียเวลา, หรือที่แย่กว่านั้นคือ เกิดความบาดหมาง ในความสัมพันธ์ตามมาอีก
คำถามคือ… ทำไมเราถึงชอบ “ฟังแล้วคิดไปเอง” กันนัก
สาเหตุหลักที่ทำให้เรา “คิดไปเอง”
การฟังแล้วคิดไปเอง (หรือที่ในภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า Assumption หรือ Mind Reading) ไม่ได้เกิดจากความมุ่งร้าย หรือเจตนา แต่เป็นกลไกตามธรรมชาติของสมองเราเองนี่แหละ ที่พยายามทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
1. ความเร็วของความคิด vs ความเร็วของการพูด (The Mental Gap)
- สมองเราเร็วกว่าเยอะ เราพูดได้ประมาณ 125-150 คำต่อนาที แต่สมองเราสามารถประมวลผลได้เร็วกว่านั้นถึง 4 เท่า
- ผลลัพธ์ ในช่องว่างของเวลานั้น สมองเราก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ครับ มันจะเริ่ม เติมเต็มช่องว่าง ด้วยความคิดของตัวเอง ตัดสิน เตรียมคำตอบ หรือที่ร้ายที่สุดคือ “สร้างเรื่อง” ที่เราคาดว่าผู้พูดจะพูดต่อ
2. อคติและประสบการณ์เดิม (The Past Filter)
- “ฉันรู้ดีที่สุด” เมื่อผู้พูดเริ่มพูดประโยคแรกๆ สมองจะรีบดึงข้อมูลเก่าๆ ที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบและสรุปทันที เช่น “อ๋อ… เรื่องนี้มันก็เหมือนโปรเจกต์ที่แล้วนั่นแหละ” “คนนี้พูดแบบนี้ก็หมายความว่าเขาไม่พอใจแน่นอน”
- เราไม่ฟังเนื้อหา แต่เราฟังเพื่อหาข้อสนับสนุน เรามัวแต่ฟังเพื่อหาจุดที่ยืนยันความคิดหรือความเชื่อของเราเอง แทนที่จะเปิดใจรับข้อมูลใหม่ๆ
3. เตรียมพร้อมที่จะ “ตอบ” ไม่ใช่ “ฟัง” (Listening to Reply)
- รอจังหวะสวนกลับ หลายครั้งที่เราไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจ แต่ฟังเพื่อจับจังหวะ หาช่องโหว่ หรือเตรียมคำโต้แย้ง/คำแนะนำที่ฟังดูฉลาด
- ตัวอย่าง เพื่อนร่วมงานกำลังเล่าปัญหา แต่คุณคิดในใจแล้วว่า “ฉันจะบอกเขาว่าต้องทำยังไง” พอถึงตาคุณพูด คุณก็พูดแต่สิ่งที่คุณอยากบอก โดยไม่ได้ตอบสิ่งที่เขาเพิ่งเล่ามาเลย
Active Listening ฟังอย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่ได้ยิน
ทางออกของปัญหานี้คือการเปลี่ยนวิธีการฟังแบบ Passive Listening (ฟังผ่านๆ) ให้กลายเป็นการฟังแบบ Active Listening (การฟังเชิงรุก/ฟังอย่างเข้าใจ) ครับ
Active Listening คือการฟังด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ เพื่อทำความเข้าใจทั้งเนื้อหา และ อารมณ์ของผู้พูด โดยไม่มีการตัดสิน
3 เทคนิคสำคัญของ Active Listening ที่คุณต้องทำ
| เทคนิค | สิ่งที่ต้องทำ | ประโยชน์ที่ได้รับ |
| 1. ให้ความสนใจอย่างเต็มที่ (Attention) | * สบตา: รักษาการสบตาอย่างเป็นธรรมชาติ (อย่าจ้องจนน่ากลัว) * ภาษากาย: หันหน้าเข้าหาผู้พูด ไม่กอดอก พยักหน้าเบาๆ * เก็บตัวก่อกวน: วางโทรศัพท์ ปิดโน้ตบุ๊ก “ปิดเสียงในหัว” ของคุณด้วย | ผู้พูดรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญ และคุณจะไม่พลาดรายละเอียดสำคัญ |
| 2. สะท้อนความเข้าใจ (Reflect/Paraphrase) | * ทวนคำพูด: พูดทวนสิ่งที่ผู้พูดสรุปมาสั้นๆ ด้วยคำพูดของคุณเอง * ตัวอย่าง: “ถ้าให้ผมสรุปสิ่งที่ผมเข้าใจคือ ตอนนี้ทีม A เจอปัญหาเรื่องงบประมาณ ทำให้งานล่าช้าไป 2 วัน ใช่ไหมครับ?” | เป็นการ Confirm ว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง และเปิดโอกาสให้ผู้พูดแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ทันที |
| 3. ถามคำถามเชิงลึก/สำรวจ (Ask Clarifying Questions) | * ไม่ตัดสิน: ถามด้วยความอยากรู้ ไม่ใช่เพื่อหาข้อผิดพลาด * ถามปลายเปิด: ใช้คำถามเช่น “คุณรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้?”, “อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้สำหรับคุณ?”, “สิ่งที่คุณต้องการให้ผมช่วยคืออะไร?” | ทำให้เข้าใจมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งความรู้สึก และเป้าหมายที่แท้จริงของผู้พูด |
จาก “ผู้ฟังแบบผ่าน ๆ ” เป็น “นักทำความเข้าใจ”
การฟังอย่างเข้าใจไม่ใช่แค่ทักษะที่ดีในการสื่อสาร แต่มันคือทักษะที่ช่วย ลดความผิดพลาด ในการทำงาน และที่สำคัญกว่านั้นคือการ สร้างความไว้ใจ (Trust) ในทีมงานและในชีวิตส่วนตัว
เมื่อคุณหยุด “คิดไปเอง” และหันมาใช้เทคนิค Active Listening คุณจะเปลี่ยนบทบาทจากแค่ “ผู้รับฟังข้อมูล” กลายเป็น “นักทำความเข้าใจ” ตัวจริงเสียงจริงครับ!
ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการประชุมครั้งหน้า หรือแม้แต่ตอนคุยกับครอบครัวดูนะครับ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง!
แล้วคุณล่ะครับ มีประสบการณ์ “ฟังแล้วคิดไปเอง” ครั้งไหนที่จำไม่ลืมบ้าง?
ใส่ความเห็น