ในยุคที่องค์กรเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน และภาวะความเครียดที่เพิ่มขึ้น การมีความ “เบิกบาน” (Playfulness) และการมีอารมณ์ขัน ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ ไร้สาระ อีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้องค์กรยืดหยุ่น ปรับตัว และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อต่อทั้งประสิทธิภาพและความสุขของพนักงาน
ในหนังสือ Flex Your Feelings ของ Dr. Emily Anhalt ได้อธิบายว่า Playfulness คือการเปิดพื้นที่ให้ตัวตนของเรากล้าแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องพิสูจน์ว่าเก่งหรือถูกตลอดเวลา แต่เป็นที่ที่เรากล้าคิด กล้าลอง และกล้าหัวเราะแม้ในวันที่เหนื่อย อารมณ์ขัน (humor) เป็น “ส่วนหนึ่ง” ของ *Playfulness *แต่ Playfulness กว้างกว่านั้น และรวมถึงการเปิดรับความเปราะบาง ความสนุก ความจริงใจ และการสร้างสายสัมพันธ์ผ่านความเป็นมนุษย์โดยไม่ตัดสินกัน
ตัวอย่างเช่น การที่คนคนหนึ่งใช้เวลาสั้น ๆ ระหว่างประชุม Zoom เพื่อโชว์หมวกแปลก ๆ ที่สะสมไว้ ซึ่งช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลายเป็นเสียงหัวเราะร่วมกัน หรือบางคนเลือกใช้ GIF สนุก ๆ แทนคำตอบในการตอบอีเมล ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยผ่อนคลาย และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของความขี้เล่นตลอดเวลา แต่คือความสามารถในการสร้าง “ช่วงเวลาแห่งความเป็นมนุษย์” ที่ซื่อตรงและเบิกบานใจท่ามกลางความจริงจังของงาน
ความสำคัญของ Playfulness ในองค์กร
- ลดแรงกดดัน เพิ่มพลังสร้างสรรค์
ความเคร่งเครียดอย่างต่อเนื่องทำให้สมองทำงานในโหมดเอาตัวรอด (survival mode) ส่งผลให้คิดได้แคบ ขาดความคิดสร้างสรรค์ แต่เมื่อมีบรรยากาศของความเบิกบานใจ สมองจะปลอดภัยพอที่จะลองผิดลองถูก และมองเห็นโอกาสมากกว่าภัยคุกคาม - เสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีม
การหัวเราะหรือเล่นสนุกด้วยกันในเวลางานหรือระหว่างพักเบรก ทำให้เกิดความไว้ใจและความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน (psychological closeness) ซึ่งเป็นรากฐานของทีมเวิร์กที่แข็งแรง - สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้
ความเบิกบานทำให้คนกล้าแสดงออกโดยไม่กลัวผิดพลาด เป็นบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการทดลองสิ่งใหม่ ๆ และกล้ารับ feedback ได้ง่ายขึ้น
แนวทางการประยุกต์ใช้ในองค์กร
1. ปรับทัศนคติของผู้นำต่อคำว่า “จริงจัง” และ “เบิกบานใจ”
- ผู้นำองค์กรต้องเข้าใจก่อนว่า ความเบิกบานใจกับความจริงจังไม่ได้ขัดแย้งกัน คนสามารถทำงานหนักและยังคงมีความเบิกบานได้ในเวลาเดียวกัน
- ส่งเสริมให้หัวหน้าใช้อารมณ์ขันอย่างเหมาะสม เช่น การเปิดประชุมด้วยคำถามเบา ๆ การแชร์ภาพขำ ๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในทีม พูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด และแสดงความเป็นมนุษย์
2. ออกแบบกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ความเบิกบานมีที่ยืน
- สร้างธรรมเนียมเล็ก ๆ ในทีม เช่น “จันทร์เบิกบานใจ” ที่ให้ทุกคนแชร์เรื่องดี ๆ หรือเรื่องฮาในรอบสัปดาห์
- ใช้เกมเป็นเครื่องมือ เช่น เกมระดมความคิด (brainstorming games), เกมสวมบทบาท (role play), หรือ icebreaking games ในการประชุม เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
3. สื่อสารให้พนักงานรู้ว่า “การเป็นตัวเอง” ได้รับการยอมรับ
- ในการทำ Internal Communication ควรมีพื้นที่ให้พนักงานแชร์ภาพเบื้องหลัง เบื้องหลังการทำงาน หรือเรื่องราวชีวิตประจำวัน ที่แสดงความเป็นธรรมชาติ เช่น ผ่าน Line กลุ่มทีม, Intranet หรือกิจกรรมโพสต์สนุกใน Workplace
4. ออกแบบพื้นที่ทำงานที่เอื้อต่อ Playfulness
- หากเป็นไปได้ จัดให้มีพื้นที่ที่ไม่เคร่งครัด เช่น มุมเล่นเกม มุมศิลปะ มุมนั่งชิลล์ ที่ให้พนักงานได้ผ่อนคลายและรีเซตความคิดระหว่างวัน
- แต่หากไม่มีพื้นที่มาก อาจใช้กิจกรรมเล็ก ๆ เช่น เพลงเปิดเบา ๆ ช่วงเริ่มงาน หรือให้มี “เบรกแบบไม่มีโทษ” ที่ไม่ต้องรู้สึกผิดเมื่อลุกไปยืดเส้นสั้น ๆ
สรุป
Playfulness ไม่ใช่เรื่องของคนขี้เล่น แต่คือทักษะของคนที่กล้าอยู่กับตัวเองในแบบที่ไม่สมบูรณ์แบบ และเชื่อว่า การทำงานที่ดีไม่ได้เกิดจากแรงกดดันเท่านั้น แต่อาจเริ่มจาก “รอยยิ้มระหว่างวัน” ก็เป็นได้
เพราะองค์กรที่กล้าเล่น คือองค์กรที่กล้าเติบโต
ใส่ความเห็น