ในชีวิตการทำงานของพนักงาน บางครั้ง เราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคำว่า “ขอบคุณนะ” “ดีมากเลย”
หรือแค่สายตาที่มองมาแล้วทำให้เรารู้ว่า “ยังมีคนเห็นเราอยู่”
แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า ในที่ทำงานหลายแห่ง ยังมีพนักงานอีกมากที่ “รู้สึกว่าไม่มีใครเห็น ไม่มีใครฟัง และไม่มีใครแคร์”
และนั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกว่า “Anti-Mattering” – ความรู้สึกว่า “เรานั้นไม่มีความหมายอะไรเลยในองค์กรนี้”
Anti-Mattering มันคืออะไร?
Anti-Mattering ไม่ใช่อาการทางจิต ไม่ใช่ความน้อยใจ หรือดราม่า แต่มันคืออาการ “ขาดการรับรู้ในตัวตน”
เป็นภาวะที่คนหนึ่งรู้สึกว่า…
- ต่อให้ฉันทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีใครสนใจ
- จะอยู่หรือจะหายไป พรุ่งนี้ก็เหมือนเดิม
- ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของเราเลย
และถ้าความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ มันจะกลายเป็น “แผลในใจ” ที่เราซ่อนไว้เงียบ ๆ แต่ส่งผลเสียงดังมากต่อ “ใจ” และ “ผลงาน” ของพนักงาน
แล้วองค์กรควรทำยังไง?
- ฟังให้เป็น ฟังให้ลึก อย่าแค่ฟังคำตอบ แต่ฟังให้ได้ถึง “ความรู้สึก” หัวหน้าที่ใส่ใจ จะรู้ว่า บางทีคำว่า “ไม่เป็นไรครับ” อาจแปลว่า “เหนื่อยมากแล้วนะครับ”
- ขอบคุณให้บ่อย ชื่นชมให้จริง ไม่ต้องรอให้เขาเก่งก่อน แล้วค่อยชม เพราะคนเราจะกล้าเก่ง เมื่อรู้สึกว่า “ฉันมีค่า”
- อย่าลืมคนที่ไม่พูดอะไรเลย คนที่เงียบที่สุด อาจเป็นคนที่รู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่มีใครฟัง” ซึ่งอันตรายกว่าคนที่บ่นเสียอีก
- สร้างวัฒนธรรมแห่งการ “เห็นคุณค่า” ไม่ใช่ให้แค่รางวัลที่เป็นตัวเงิน หรือโบนัสก้อนโต แต่คือวัฒนธรรมที่ “มองเห็น” ความพยายามแม้จะเล็กแค่ไหนของพนักงานทุกคนในทีมงาน
- ถามคำถามที่คนรู้สึกได้ “วันนี้เหนื่อยมั้ย” “มีอะไรให้ช่วยมั้ย” “อันนี้เราทำได้ดีเลยนะ” คำถามที่ทำให้คนรู้สึกว่า “เราเห็นเธอนะ”
ถ้าไม่ใส่ใจต่อไป โนสน โนแคร์…จะเกิดอะไรขึ้น?
- คนจะเริ่มทำงานแบบ “อยู่ไปวัน ๆ”
- ไม่อยากเสนอไอเดีย เพราะ “เสนอไปก็เท่านั้น”
- ไม่กล้าถาม ไม่กล้าขอ เพราะ “กลัวรำคาญ”
- และสุดท้าย…ลาออกทั้งที่ไม่มีใครรู้ว่าทำไม
“คนเราจะรู้สึกผูกพัน…เมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย”
ถ้าองค์กรอยากได้คนที่ทุ่มเทก็ต้องเริ่มจากการทำให้เขารู้ว่า “คุณมีความหมายกับเรานะ”
หากองค์กรคุณมีเป้าหมายเรื่อง Engagement, Employee Experience หรือ Resilience “Anti-Mattering” อาจเป็นจิ๊กซอว์อีกชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย
ใส่ความเห็น