การสื่อสารเพื่อ M&A หน้าที่ใครกันแน่ ระหว่าง CEO ของบริษัท กับที่ปรึกษาภายนอก

ปัจจุบันนี้ ในการเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ เรามักจะได้ยินคำว่า การควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions – M&A)ซึ่งก็คือ กระบวนการที่บริษัทสองแห่งหรือมากกว่านั้นรวมตัวกัน (ควบรวม) หรือที่บริษัทหนึ่งซื้อกิจการของอีกบริษัทหนึ่ง (เข้าซื้อ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขนาดองค์กร ขยายตลาด ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

– ควบรวม (Merger) การรวมบริษัทเข้าด้วยกันกลายเป็นบริษัทใหม่

– เข้าซื้อ (Acquisition) การที่บริษัทหนึ่งซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ของอีกบริษัทเพื่อควบคุมการดำเนินงาน

เป้าหมายคือการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ แต่ต้องจัดการเปลี่ยนแปลงอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาความต่อเนื่องและสร้างความมั่นใจในพนักงานและลูกค้า.

ประเด็นที่ตามมาก็คือ พนักงานจะไปต่อกับบริษัทใหม่หรือไม่นั้น ก็ต้องอยู่ที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการทำงาน ค่าตอบแทนสวัสดิการ สถานที่ทำงานใหม่ ฯลฯ ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่มักจะมีข้อสงสัย และความไม่แน่ใจเกิดขึ้นเสมอ แล้วใครที่จะเป็นคนทำให้พนักงานเกิดความมั่นใจตรงนี้ได้ดีกว่า ระหว่าง ที่ปรึกษาภายนอก กับ CEO ของบริษัทเอง

โดยหลักการและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมในกรณีที่มีการควบรวมกิจการ (M&A) และพนักงานมีข้อสงสัยหรือลังเลที่จะไปด้วย ผู้ที่ควรรับบทบาทหลักในการพูดคุยกับพนักงานคือ CEO หรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอง ไม่ใช่ที่ปรึกษาคนนอก

แต่ก็แปลกที่มักจะมีผู้บริหารบางคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง หรืออาจจะไม่รู้ว่าตนเองคือผู้ที่จะสามารถโน้มน้าว และสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับพนักงานได้ กลับคิดว่าให้ที่ปรึกษาภายนอกมาคุยกับพนักงานน่าจะดีกว่า ซึ่งผลก็คือ พนักงานจะงง สับสน และยิ่งเกิดความไม่แน่ใจมากขึ้นไปอีกว่าทำไมผู้บริหารระดับสูงถึงไม่ตอบคำถามเอง มาพูดคุยเอง สุดท้ายจะยิ่งส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงานมากขึ้น

ดังนั้น CEO หรือผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นคนสื่อสาร พูดคุย ตอบข้อสงสัยต่อพนักงานเป็นรายบุคคลด้วยตนเอง จากที่เคยเห็นกรณีควบรวมกิจการมามากมาย ก็พบว่า 100% ของการดำเนินการ CEO จะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนของการสื่อสารเหล่านี้ด้วยตนเองมากกว่าที่จะให้คนนอกเข้ามาดำเนินการให้ เหตุผลก็คือ

1. ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ

พนักงานมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือและไว้วางใจในคำพูดของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร เนื่องจากผู้บริหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์กรและเป็นตัวแทนของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว การที่ CEO ลงมาพูดคุยด้วยตัวเองแสดงถึงความจริงใจและความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นหรือความกังวลของพนักงานอย่างแท้จริง

2. การสื่อสารถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ขององค์กร

การควบรวมกิจการมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์ในอนาคตขององค์กร CEO หรือผู้บริหารระดับสูงสามารถสื่อสารเจตนารมณ์ เหตุผล และผลประโยชน์ของการควบรวมได้อย่างชัดเจน พร้อมตอบคำถามในเชิงกลยุทธ์หรือโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าที่ปรึกษาคนนอก

3. ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำองค์กร

หน้าที่ของผู้บริหารคือการดูแลพนักงานทั้งในช่วงเวลาปกติและช่วงวิกฤติ การพูดคุยเพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาองค์กรผ่านช่วงเวลาสำคัญอย่างการควบรวมกิจการเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ CEO หรือผู้บริหาร ไม่สามารถมอบหมายให้ที่ปรึกษาคนนอกทำแทนได้

4. การสร้างแรงบันดาลใจและความผูกพัน

การพูดคุยของ CEO กับพนักงานเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจ แสดงถึงความใส่ใจในตัวพนักงาน และสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้น การให้ที่ปรึกษาคนนอกดำเนินการในส่วนนี้แทน อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าผู้บริหารขาดความจริงใจและไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา

ส่วนบทบาทของที่ปรึกษาที่เป็นคนนอกนั้น จะมีหน้าที่ช่วยวางระบบ วิเคราะห์ผลกระทบ วางแผนเชิงกลยุทธ์ในการสื่อสาร และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการควบรวมกิจการ รวมถึงช่วยสร้างเครื่องมือหรือโครงสร้างการสื่อสาร แต่บทบาทของที่ปรึกษาไม่ได้ครอบคลุมถึงการโน้มน้าวหรือการจัดการความรู้สึกของพนักงานโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องของ “ผู้นำองค์กร” ที่ต้องแสดงตัวและสื่อสารด้วยตนเอง

ดังนั้น ในกรณีหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ CEO หรือผู้บริหารระดับสูงควรเป็นผู้พูดคุยกับพนักงานโดยตรง เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาองค์กรให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ปรึกษาคนนอกทำหน้าที่สนับสนุนในเชิงกลยุทธ์และการเตรียมการเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนในการสื่อสารเรื่องสำคัญกับพนักงาน

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑