ภัยเงียบในออฟฟิศที่มีผลต่อสุขภาพจิตของพนักงานแบบไม่รู้ตัว

ในโลกที่วุ่นวายของปี 2024 มีการระบาดของบางอย่างที่ซ่อนเร้นในออฟฟิศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักงาน โรงงาน และสถานที่ทำงานของเรา มันไม่ใช่เชื้อไวรัสที่เราสามารถมองเห็นได้ แต่ผลกระทบของมันช่างรุนแรง และอาจทำลายล้างได้พอ ๆ กัน เรากำลังพูดถึงวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทำงานหลายล้านคนทั่วโลกซึ่งมาอย่างเงียบ ๆ ในแบบที่เราไม่รู้ตัว

การวิจัยล่าสุดโดยสมาคมการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (SHRM) ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า คนทำงานชาวอเมริกันหนึ่งในสามรายงานว่างานของพวกเขาส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพจิตในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา นั่นหมายถึงคนนับล้านที่กำลังต่อสู้กับสุขภาพจิตของตนเองเนื่องจากการทำงาน แล้วในประเทศไทยเราล่ะ คิดว่าแนวโน้มก็ไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก

ลองมาดูว่าอาการอะไรบ้างที่เราต้องพบเจอในสถานที่ทำงานในแบบที่เราอาจจะไม่รู้ตัว

– 39% รู้สึกเครียด (Stress)

– 30% รู้สึกว่ามีหลายอย่างประดังประเดเข้ามาไม่หยุด (Overwhelmed)

– 29% รู้สึกวิตกกังวล (Anxiety)

– 15% รู้สึกซึมเศร้า (Depress)

อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่อาการแบบเป็นครั้งคราว แต่เป็นความรู้สึกที่รบกวนคนทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และมีแนวโน้มที่จะถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม เรามีความหวังเล็กน้อยในความืดมนนี้ การวิจัยเผยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสุขภาพจิต และองค์กรที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ในองค์กรที่สนับสนุนเรื่องสุขภาพจิตของพนักงานได้สำเร็จ มีเพียง 14% ของพนักงานที่รายงานผลกระทบในแง่ลบต่อสุขภาพจิต ในขณะที่ 53% ของพนักงานบอกว่า องค์กรช่วยส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพจิต

ในทางกลับกัน ในองค์กรที่ไม่สามารถให้การสนับสนุนที่เพียงพอ ตัวเลขกลับกัน 43% ของคนทำงานได้รับผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิต โดยมีเพียง 17% ที่รายงานผลลัพธ์เชิงบวก

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่พวกเขาเป็นตัวแทนของคนจริง ๆ อาจเป็นตัวเราเอง เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือสมาชิกในครอบครัว มันเป็นความจริงที่สำคัญว่า สถานที่ทำงานของเรามีพลังที่จะสร้างหรือทำลายสุขภาพจิตของเรา

แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง? คำตอบอยู่ที่การตระหนักว่าการสนับสนุนสุขภาพจิตไม่ใช่แค่สวัสดิการที่ดีที่ควรมี แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสถานที่ทำงานที่มีสุขภาพดีและมีประสิทธิผล บริษัทต่างๆ ต้องก้าวขึ้นมาและนำระบบสนับสนุนสุขภาพจิตที่ครอบคลุมมาใช้ ซึ่งอาจรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่โปรแกรมจัดการความเครียดและการจัดการทำงานที่ยืดหยุ่น ไปจนถึงวันหยุดเพื่อสุขภาพจิตและการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา

และสำหรับผู้นำและมืออาชีพด้าน HR การลงทุนในสุขภาพจิตของพนักงานไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งจำเป็นทางธุรกิจด้วย

ขณะที่เราก้าวผ่านความซับซ้อนของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ ขอให้เราจำไว้ว่าเบื้องหลังตัวชี้วัดผลิตภาพและการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกอย่าง คือมนุษย์ที่มีความคิด ความรู้สึก และการต่อสู้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตเป็นอันดับแรกในลำดับความสำคัญของสถานที่ทำงาน เพราะเมื่อเราดูแลจิตใจของเรา เราไม่ได้สร้างสถานที่ทำงานที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างโลกที่ดีขึ้นด้วย

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑