เงื่อนไขที่จะทำให้นโยบายทำงานจากที่บ้านของพนักงาน ได้ผลงานจริง ๆ

ยุคหลังโควิด องค์กรต่าง ๆ เริ่มที่จะเรียกพนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศกันมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เดิมก็มีการกำหนดนโยบายการทำงานแบบ hybrid ไว้ เช่น มาทำงานที่ออฟฟิศ 3 วัน ทำงานจากที่บ้าน 2 วัน ซึ่งพนักงานเองก็คิดว่าจะได้ทำงานในลักษณะนี้ได้ในยุคนี้

แต่กลับกลายเป็นว่า ผู้บริหารของบริษัทได้ให้ HR เก็บข้อมูล หรือบางคนเก็บข้อมูลด้วยตนเองเลยว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานแบบ Hybrid นั้นเป็นอย่างไรบ้าง บางองค์กรก็พบว่า 2 วันที่ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านนั้น แม้ว่า เราจะมีระบบ Check-in Check-out อย่างดี แต่ผลลัพธ์จากการทำงานในสองวันนั้นกลับไม่ได้ผลอย่างที่บริษัทต้องการ เมื่อเทียบกับการทำงานในออฟฟิศ

สุดท้าย ผู้บริหารก็เลยเลิกนโยบาย Hybrid กันไปหลายองค์กรเลย อย่างไรก็ดี ถ้าองค์กรใดยังต้องการที่จะให้พนักงานได้มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ให้สามารถทำงานจากที่บ้านได้ในสัปดาห์ อาจจะ 1-2 วัน เราก็คงต้องพิจารณาให้ดีว่า องค์กรของเราพร้อมที่จะทำนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ และนี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณา

  • พนักงานคนนั้นเป็นคนที่สามารถทำงานคนเดียวได้สบาย ๆ ถ้าพนักงานเป็นคนที่ทำงานคนเดียวไม่ได้ เป็นคนที่ชอบเข้าสังคม ต้องการเพื่อนในการพูดคุยด้วยเวลาทำงาน แบบนี้จะไม่เหมาะสำหรับให้ไปทำงานที่บ้าน เพราะไปแล้วจะไม่ได้งาน เนื่องจากเขาก็จะพยายามหาเพื่อนคุยอยู่ดี จนไม่สามารถที่จะทำงานได้เลยในวันนั้น ดังนั้นถ้าพนักงานคนนั้นเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสั่งให้เขาไปทำงานที่บ้านก็ได้ครับ ให้เข้ามาทำงานในบริษัทจะดีกว่าเพราะจะเป็นผู้ที่สร้างสีสันให้กับการทำงานมากกว่า

  • มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับบริษัทได้ ถ้าบ้านของพนักงานคนนั้นไม่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ไม่มีอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อระบบเข้ากับของบริษัท ก็จะไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ อีกอย่างพนักงานจะต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคเหล่านี้ได้บ้าง เพราะช่างของบริษัทคงไม่ไปแก้ไขปัญหาให้กับพนักงานที่บ้านได้ทุกคน ดังนั้นถ้าจะมีนโยบายนี้ ต้องแน่ใจว่าบ้านของพนักงานมีความพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับระบบของบริษัทได้ด้วย

  • จะต้องเป็นพนักงานที่มีการบริหารเวลาที่ดี มีวินัยในตนเอง พนักงานที่จะทำงานที่บ้านได้นั้น สิ่งที่เขาจะต้องมีก็คือ การบริหารเวลาของตนเอง และการมีวินัยในตนเอง เพราะการทำงานที่บ้านนั้น จะไม่มีใครมาดูแล และคอยควบคุมการทำงานเหมือนกับในบริษัท เรามีอิสระในการทำงานมาก จะตื่นกี่โมงก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ในวันนั้น ซึ่งถ้าพนักงานคนนั้นไม่มีวินัยในตนเองในการบริหารเวลาแล้ว วันนั้นจะไม่มีผลงานออกมาเลย หรือถ้ามีก็น้อยกว่าผลงานที่ทำในบริษัท

  • ต้องมีพื้นที่สำหรับทำงานที่บ้าน สำหรับพนักงานบางคนที่ที่บ้านมีกิจการเป็นของตนเอง หรือมีญาติพี่น้องอยู่กันเยอะๆ ก็จะเป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างมาก เพราะถ้ามีกิจการของครอบครัว ก็อาจจะไม่มีสมาธิทำงาน เพราะมีสิ่งรบกวนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งถ้าที่บ้านมีญาติพี่น้องอยู่กันเยอะๆ ก็มักจะถูกใช้ให้ไปทำโน่นทำนี่ ซึ่งวันนั้นทั้งวันอาจจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยก็เป็นได้

  • งานจะต้องเหมาะสม และนำไปทำงานที่บ้านได้จริงๆ เรื่องของประเภทของงานก็มีส่วนสำคัญที่จะสามารถนำไปทำงานที่บ้านได้หรือไม่ ส่วนใหญ่งานที่สามารถนำไปทำที่บ้านได้นั้น มักจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความคิดอ่าน การออกแบบงานต่างๆ อาทิ งานที่ปรึกษา งานเขียนโปรแกรม งานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ งานขายทางโทรศัพท์ ฯลฯ แต่ถ้าเป็นงานทางด้านการผลิต ที่จะต้องอาศัยเครื่องมือ เครื่องจักรใหญ่โต พนักงานกลุ่มนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานที่บ้านได้ ดังนั้นในองค์กรหนึ่งจึงอาจจะมีพนักงานบางคนที่สามารถทำงานที่บ้านได้ บางคนทำไม่ได้ ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งกันได้ เนื่องจากลักษณะงานที่แตกต่างกันไป

  • บริษัทต้องวางระบบบริหารผลงานให้ดี และตรวจสอบได้ ผลงานพนักงานจะดีหรือไม่ดี ก็ต้องพิจารณาวางปัจจัยในการประเมินผลงานใหม่ ให้สอดคล้องกับวิธีการทำงานด้วยเช่นกัน การบริหารจัดการของคนเป็นผู้จัดการก็ต้องได้รับการพัฒนาให้เข้าใจและสามารถที่จะบริหารจัดการงานของพนักงานระหว่างที่พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ มีระบบในการตรวจสอบผลงาน วิธีการทำงาน ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดี การที่จะมีนโยบายทำงานที่บ้านนั้น องค์กรควรจะพิจารณาในเรื่องของคุณลักษณะของพนักงานมากกว่า ว่าเป็นคนที่มีวินัยในตนเองสักแค่ไหน และจะต้องมีการกำหนดความคาดหวังในผลงานที่ชัดเจนมากๆ ว่าในวันที่ทำงานที่บ้านนั้น รุ่งขึ้นจะต้องมีผลงานอะไรออกมาส่งให้ดูบ้าง

มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่ผมเคยประสบมาก็คือ พนักงานจะคิดว่าวันที่ได้ทำงานที่บ้านนั้น ก็เหมือนเป็นวันหยุดอีก 1 วัน จะทำอะไรก็ได้ นอนตื่นสายๆ ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายงานก็ไม่ได้ทำสักนิด ผลงานก็ไม่ออก กลายเป็นว่า นโยบายนี้ไม่ได้ช่วยทำให้พนักงานสร้างผลงานที่ดีขึ้นเลย กลับทำให้องค์กรต้องเสียผลงาน และเสียค่าจ้างเงินเดือนในอัตราปกติ แต่ได้ผลงานที่น้อยลงกว่าเดิมที่มาทำงานในบริษัท

นโยบายนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพียงแต่การนำมาใช้คงต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรของเราเองด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑