อย่าทำงานจนลืมฟังเสียงเตือนจากร่างกายเราเอง

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผมได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คุยกันบ่อยมากในประเด็นเรื่องของความเหนื่อยล้าในการทำงาน บางคนบอกว่า ต้องทำงานตลอดเวลา ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้งานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางคนทำงานวันละ 20 ชั่วโมง นอนอีก 4 ชั่วโมง จนสุดท้ายร่างกายก็เริ่มส่งสัญญานเตือน แต่เจ้าของร่างกายกลับไม่ฟังคำเตือน ยังคงฝืนทำงานต่อไป เพราะคิดว่า ตนเองแข็งแรงมาก และไม่เป็นอะไรแน่นอน

แต่สุดท้ายก็ต้องล้มป่วยลง หนักบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่อาการ บางคนป่วยรุนแรงจนไม่สามารถกลับไปทำงานแบบเดิมได้ ถามว่า นายจ้างจะเห็นใจเราขนาดไหน ก็อาจจะมีในส่วนของสวัสดิการบริษัทที่ให้เรามากมาย แต่จริงๆ มันคุ้มค่าจริงๆ หรือ

สุดท้ายบริษัทก็สามารถหาคนมาทำงานแทนเราได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่เราก็กลายเป็นคนป่วยที่ไม่สามารถทำงานแบบเดิมได้ บางคนก็ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตในแบบเดิมได้อีก

จงฟังเสียงของร่างกาย และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา สัญญาณอะไรบ้างที่เริ่มบอกเราว่า เราเริ่มเหนื่อยล้าในการทำงานมากเกินไปแล้ว และอาจจะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเราได้

ลองมาดูว่าเรามีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นกับตนเองบ้างหรือไม่ ถ้ามีอย่างน้อย 2 ข้อ ก็แสดงว่า เราทำงานเหนื่อยจนเกินไปแล้ว ต้องรีบหาเวลาพักผ่อน และปรับร่ายการให้เข้าสู่ภาวะปกติก่อนที่จะเริ่มต้นปีใหม่

 

  • เริ่มสมาธิสั้นลง ปกติคนที่ทำงานขยันขันแข็งนั้นจะมีสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำได้เป็นชั่วโมง โดยที่ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าคนที่เริ่มทำงานได้ไม่นาน ก็เลิก หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แล้วก็เปลี่ยนอีก โดยที่ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง นั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกเราว่า เราเหนื่อยเกินไปแล้ว เราอาจจะทำงานมากเกินไป มีภาระหน้าที่ที่มากเกินไป จนทำให้เราไม่สามารถที่จะจดจ่อทำงานอย่างเดียวได้นานๆ

 

  • เริ่มรู้สึกผิดกับงานที่ไม่สำเร็จมากขึ้น ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่างานที่เรารับผิดชอบนั้นเริ่มไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่เราก็ทุ่มเทอย่างจริงจัง นั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เราเริ่มเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยมากๆ เข้าสมาธิก็หดหาย ไม่จดจ่อ ผลงานที่เคยดี ก็เริ่มไม่ดี เคยเสร็จทันเวลา ก็เริ่มไม่ทันเวลามากขึ้น จนทำให้เรารู้สึกว่าทำไมผลงานของเรามันแย่ลง ทั้งๆ ที่เราเองก็พยายามทำเหมือนเดิม

 

  • อารมณ์ปรวนแปร ถ้าเริ่มมีอาการอารมณ์ปรวนแปรมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย หรือใครพูดอะไรผิดหูหน่อยก็หงุดหงิดใส่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย นี่ก็เป็นอีกสัญญาณว่าเรากำลังทำงานเหนื่อยเกินไปแล้วเช่นกัน

 

  • ปลีกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร บางคนเคยเฮฮากับเพื่อนร่วมงาน กับลูกน้องของตนเอง แต่กลับกลายเป็นว่าอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร เวลามีใครมาคุยด้วย ก็แสดงอาการรังเกียจและไม่อยากคุยด้วย แบบนี้ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเรากำลังเหนื่อยกับการทำงานมากเกินไป

 

  • หัวถึงหมอนหลับทันที ปกติคนที่ไม่เหนื่อยมาก จะต้องใช้เวลาในการนอนจากที่หัวถึงหมอนก็ประมาณ 10 นาทีก็จะเริ่มหลับ แต่ถ้าเราเป็นประเภทพอล้มตัวลงนอนปุ๊ป ก็หลับปั๊บเลย นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำงานเหนื่อยจนเกินไป เลยทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

 

  • เริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น คนที่ทำงานเหนื่อยจนเกินไป จะทำให้พักผ่อนน้อย กินน้อย บางคนแทบไม่ได้กินข้าวเลยสักมื้อในหนึ่งวัน บางคนอาหารเช้าไม่เคยได้ทานเลย เพราะเหนื่อย ตอนตื่นสาย ไม่อยากลุกบ้าง พอลุกได้ก็สายแล้วต้องรีบไปทำงาน ก็เลยไม่ได้ทานอาหารเช้า ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเราอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็คือ จะมีอาการเจ็บป่วยเข้ามาแทรก แบบเรื้อรังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปวดหัวไมเกรน อาการปวดท้อง ปวดหลัง ปวดตัว ปวดตา คลื่นไส้ อาเจียน มึน ฯลฯ อาการเหล่านี้ถ้าเป็นประจำทุกวัน โดยที่เดิมทีไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย นี่ก็แปลง่ายๆ ว่าเราทำงานหนักเกินไปแล้ว

จงฟังร่างกายที่เตือนเรา และจงปรับตัวเองให้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป หาเวลาพักผ่อน หาเวลาให้กับตัวเองบ้าง ก่อนที่จะสายเกินไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: