ปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล้ำหน้าไปมากมาย มีเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ออกมาอำนวยความสะดวกให้กับเราได้ในทุกชั่วโมงของการใช้ชีวิต แต่ทำไมเทคโนโลยีที่ยิ่งก้าวหน้ามากขึ้น กลับไม่ได้ทำให้จิตใจของคนเราก้าวหน้าไปด้วยเลย ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ร้ายๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ การตีความข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย การโพสข้อความ ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ บางครั้งก็เป็นการเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ภาพถ่ายที่เสนอ ก็เป็นเพียงภาพ ณ เวลานั้นเท่านั้น โดยที่เราไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้สภาพแวดล้อมตอนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่เราก็มักจะเชื่อ และตีความข้อมูลเหล่านี้ไปในทางที่เราคิด ก็เลยทำให้คนบางคนต้องแบกรับกับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำผิดไว้เลย แต่สื่อสังคมมันเผยแพร่ออกไป และคนเราก็เชื่อไปแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น
การแสดงความคิดเห็น ก็มักจะแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับมุมมองที่ตนเองไม่เห็นด้วย รวมทั้งบางประเด็นที่คนอื่นคิดไม่ตรงกับตนเอง ก็มักกล่าวหาคนที่คิดไม่ตรงกับตนเองว่า เป็นคนที่ผิด คิดไม่เป็น ฯลฯ ก็เลยทำให้เกิดเรื่องราวดราม่า ต่างๆ นานา มากมาย จนถึงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาก็รายกรณีแล้ว
ชายขี้บ่น ช่างวิจารณ์ วัยกลางคนคนหนึ่ง นั่งดูรายการทีวีแข่งขันร้องเพลง ได้ยินนักร้องคนหนึ่งร้องเพลงเพี้ยน เต้นไม่ได้เรื่อง ก็กล่าวหาว่านักร้องคนนั้นว่า “คนแบบนี้นี่ไม่เคยรู้จักตัวเองเลย! ไม่ประมาณตนเอง ไม่รู้เลยหรือยังไงว่า แค่พูดยังไม่ได้เรื่องเลย”
บางคนร้องดีมาก ก็บอกว่า “นี่มันก็เวอร์เกิน สงสัยลิปซิ้งแน่เลย”
สุดท้ายนั่งดูสักพักเริ่มเบื่อกับความไม่เอาไหนของนักร้องทุกคน ก็เลยหันไปหยิบหนังสือพิมพ์มานั่งอ่านแทน ก็อ่าน เจอคอลัมน์วิเคราะห์ข่าว ซึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ออกมาไม่ตรงกับความคิดเห็นตน ก็กล่าวหาผู้เขียนคนนี้ว่า “ถ้าคิดได้แค่นี้ กลับไปเรียนการวิเคราะห์และเขียนข่าวใหม่ดีกว่ามั้ง”
เบื่อกับความไม่เอาไหนของหนังพิมพ์ ก็เลยเข้าเฟสบุค อ่านโพสไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอกับความเห็นที่ไม่ตรงใจของตน ก็กล่าวหาว่า “คนอะไรคิดได้แค่นี้ สงสัยเรียนมาไม่สูง”
อ่านไปสักพัก เจอกับภาพถ่ายสาวสวยที่โพสรูปตัวเองลง ก็กล่าวหาเขาว่า “ผู้หญิงอะไรช่างไม่มียางอาย แสดงว่าจะต้องเป็นผู้หญิงที่ไม่ดีแน่นอน”
อ่านไปสักพักเริ่มเบื่อ ก็คิดว่าจะไปทำบุญที่วัดสักหน่อย น่าจะทันถวายเพลพอดี ก็เลยแต่งตัวออกจากบ้านไปขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อเดินทางไปวัด
เดินเข้าประตูรถไฟฟ้า ก็เห็นผู้ชายคนนึ่งนั่งอยู่ และตรงหน้ามีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ ด้วยภาพที่เห็นนี้ ในใจก็เริ่มกล่าวหา ผู้ชายคนนี้ว่า “ช่างไม่มีน้ำใจ เห็นเด็กยืนอยู่ตรงหน้ายังไม่ลุกให้นั่งอีก” (แต่เหตุการณ์จริง ก็คือ เด็กคนนี้ลุกให้ผู้ชายชายคนนี้นั่งเมื่อสามสถานีมาแล้ว เพราะชายคนนี้ขาพิการ)
หันไปอีกด้านหนึ่งก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งกระหนุงกระหนิงกับหญิงสาววัยแรกแย้ม จำได้ว่า ชายคนนี้คือสามีของเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว ก็กล่าวหาในใจว่า “ไอ้นี่กำลังนอกใจแฟนตัวเอง แถมยังควงสาวรุ่นลูกเลย เฒ่าหัวงูตัวจริงเลย” (ความจริงคือ พ่อ กับลูกสาวนั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน)
พอถึงวัด ก็เดินเข้าวัดไปกราบหลวงพ่อ พร้อมกับ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอให้หลวงพ่อฟัง คนโน้นไม่ดีอย่างนั้น คนนั้นไม่ดีอย่างนี้ คนเราสมัยนี้มันมีแต่แย่ๆ ทั้งนั้น บลา บลา….
หลวงพ่อก็นั่งนิ่งรับฟังด้วยอาการสงบ และมีรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
พอถวายเพลเรียบร้อย ก็ลุกเดินออกจากกุฏิหลวงพ่อ เดินสวนกับเพื่อนพอดี ก็เลยทักทายกัน จากนั้นก็พูดกับเพื่อนว่า
“มาทำบุญหรอ หลวงพ่อรูปนี้หรอ อย่าเลย ผมคุยอะไรไป ก็นั่งนิ่ง ท่านอายุมากแล้ว ผมว่าท่านคงหูตึงมากแล้วล่ะครับ แย่จัง แล้วแบบนี้จะมารับฟังทุกข์สุขของญาติโยมได้ยังไง ทำไมไม่สึกไปอยู่กับบ้านจะดีกว่ามั้ง…..”
อ่านจบแล้วคิดอย่างไรครับ
อยากฝากข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ไว้ว่า การที่จะคิดตัดสินใคร หรือ เรื่องอะไร เราคงต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อน ต้องคิดในมุมของอีกฝ่ายให้ชัดเจนก่อนว่าทำไมเขาถึงคิด หรือทำแบบนี้ การที่เราสามารถคิดแบบนี้ได้ จะทำให้เราเข้าใจในพฤติกรรม คำพูด และการกระทำของคนอื่น ว่ามีเหตุมาจากอะไร เมื่อเข้าใจแล้ว ค่อยพูด ค่อยคิด ก็ยังไม่สายเกินไปครับ
ความขัดแย้งต่างๆ ในโลกนี้ก็น่าจะลดลงได้บ้าง อย่างน้อยก็กับตัวเราเองกับคนรอบข้างก็ยังดีครับ

ขอบคุณอาจารย์ครับที่สรรหาเรื่องดีๆมาเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า และขอสวัสดีปีใหม่ด้วยครับ ให้ท่านมีกำลังใจแชร์เรื่องดีๆต่อไป นานเท่านาน
ขอบคุณมากครับ สวัสดีปีใหม่ครับ มีความสุขมากๆ นะครับ