ลูกน้องก็บอกหัวหน้าแย่ หัวหน้าก็บอกว่าลูกน้องไม่ได้เรื่อง ตกลงใครถูกใครผิด

มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ยังคงเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ตาม ลูกน้องเองก็มักจะมองว่า หัวหน้าของตนเองนั้นมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นหัวหน้าที่ไม่มีภาวะผู้นำบ้างล่ะ เป็นหัวหน้าที่พูดจาไม่รู้เรื่องบ้างล่ะ พูดจาไม่เข้าหูบ้างล่ะ ฯลฯ หัวหน้าเองก็มองลูกน้องแบบว่ามีปัญหา เรื่องมาก เรื่องเยอะ ได้คืบเอาศอก เห็นแก่เงิน ฯลฯ

ความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันนี้ จับมาถกเถียงกันยังไงก็ไม่จบ เพราะต่างคนต่างก็อยู่กันคนละด้านของการทำงาน

คนที่เป็นหัวหน้า ต้องทำงานให้สำเร็จ โดยอาศัยพนักงาน เวลาที่พนักงานทำงานไม่ได้ ก็เครียด และกังวลว่างานจะเสร็จหรือไม่ เวลาที่พนักงานทำงานผิดพลาด ก็จะรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะผลของงานมันมีผลต่องานที่จะต้องทำให้สำเร็จตามแผนงาน พอเครียดมากๆ เข้าก็อารมณ์เสียบ้าง เผลอหลุดปากตำหนิกันไปบ้าง

ฝ่ายพนักงานเอง ก็มองว่า หัวหน้าไม่สอน แล้วจะทำงานได้อย่างไร ก็เลยลองผิดลองถูกกันไป โดยที่ไม่สอบถามอะไรหัวหน้าอีก พอผลงานผิดก็โดนตำหนิ ก็เลยไม่พอใจ

สำหรับหัวหน้ากับลูกน้องที่มีความเข้าใจกันดี ก็จะไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมและอะไรคือสาเหตุ ก็จะเข้าไปแก้ไขตรงนั้น

แต่ในชีวิตจริงนั้น มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ว่ามาสักเท่าไหร่ เพราะคนเราแต่ละคนมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป หัวหน้ากับลูกน้องคู่ไหนที่เข้ากันได้ดี หมายถึง เข้าใจสไตล์การทำงานของกันและกัน รู้ว่าใครชอบ หรือไม่ชอบอะไร ก็จะเลี่ยงไม่ทำแบบนั้น ลักษณะนี้ก็จะทำงานด้วยกันได้ยาวหน่อย

แต่ถ้าหัวหน้ากับลูกน้องไม่คลิ้กกันเลยตั้งแต่แรก ไม่ว่าใครจะทำดีแค่ไหน มันก็จะถูกมองไปในทางไม่ดีตลอดเวลา

หัวหน้าบางคนเป็นหัวหน้าที่ดีมาก ดูแลเอาใจใส่ลูกน้องอย่างดี ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับลูกน้อง แต่พอเจอเข้ากับลูกน้องที่มีมากันละแนว มองโลกกันคนละแบบ ก็เลยกลายเป็นหัวหน้าที่แย่ในสายตาของลูกน้องคนนั้น แบบนี้ก็มี

มีหัวหน้างานบางคนบ่นให้ฟังว่า แรกๆ ที่ทำงานด้วยกันกับลูกน้องคนนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เชื่อฟัง และเข้าใจกันดี แต่พอเริ่มที่จะสนิทกันมากขึ้น ก็เริ่มมีปัญหาตามมา ลูกน้องเริ่มพูดจาปีเกลียว ได้คืบเอาศอก เริ่มมีการต่อรองในทั้งเรื่องงาน และเรื่องของเงินค่าตอบแทน เริ่มมีเงื่อนไขในการทำงานมากขึ้น เริ่มมีแต่ความเรื่องมาก จะมอบหมายงานอะไรให้ทำ ก็มักจะอิดออด ไม่อยากทำ เริ่มมีนิสัยเด็กๆ พาลไปทั่ว เวลาที่ไม่พอใจอะไรก็ไประบายในเฟสบุ๊ค เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าไม่พอใจนะ โดยที่ไม่ดูเลยว่าจริงๆ แล้วสาเหตุมันมาจากไหน พฤติกรรมแบบนี้ผิดไปจากช่วงแรกๆ ที่ทำงานด้วยกัน หัวหน้าก็เลยต้องเริ่มใช้ไม้แข็งมากขึ้น พอมีมาตรการที่แข็งกร้าว ก็เลยทำให้ลูกน้องมองหัวหน้าว่าเป็นหัวหน้าที่แย่เอามากๆ ทั้งๆ ที่หัวหน้าคนนี้ทำงานกับลูกน้องคนอื่นมาเป็นสิบๆ คนไม่เคยมีปัญหาอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

พนักงานบางคนก็เช่นกัน เจอหัวหน้าที่ไม่ดีเอามากๆ เช่น งานไม่ทำ ไม่รับรู้อะไร ไม่รับผิด รับแต่ชอบอย่างเดียว ทำงานไปพองานดี หัวหน้าก็รับหน้าไป พองานผิดพลาดก็โทษมาที่ลูกน้องที่เป็นคนทำ ถ้าหัวหน้าเป็นแบบนี้ ก็คงทำงานอย่างไม่สนุกเช่นกัน

ดังนั้นประเด็นระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องนั้น จริงๆ จะโทษกันไปมามันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ลองหันกลับมาพิจารณาตัวเราเองก่อนดีกว่ามั้ย ว่าเราทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง

คนที่เป็นหัวหน้าก็ลองพิจารณาตนเองว่า เราเป็นหัวหน้าที่ดีแล้วหรือยัง

คนที่เป็นพนักงาน ก็ลองพิจารณาตัวเองว่า เราเองแสดงพฤติกรรมที่ดีของการเป็นพนักงานแล้วหรือยัง

การให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ดี การเข้าใจในบทบาทของกันและกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ ยิ่งไปกว่านั้น ให้คุยกันในแบบที่ผู้ใหญ่ๆ เขาคุยกัน ไม่ใช่เอานิสัยเด็กๆ พาลกันไปมา

เมื่อคนเราเข้าใจกันได้แล้ว อะไรๆ มันก็น่าจะดีขึ้นนะครับ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมปรับ ทางออกก็คือคงต้องจากกันด้วยดี เพื่อไปหาสิ่งที่เข้ากับตนเองได้ดีที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: