แนวคิดในเรื่องของการบริหารผลงานนั้น เป็นแนวคิดที่ดี เพราะมุ่งเน้นความสำเร็จขององค์กร โดยมีการตั้งเป้าหมาย และถ่ายทอดเป้าหมายขององค์กรลงสู่หน่วยงาน และลงสู่ตำแหน่งงานตามลำดับ จากนั้นก็ให้ผู้จัดการทำหน้าที่ในการบริหารผลงานของพนักงาน โดยมีการให้ Feedback and coaching เพื่อช่วยพนักงานให้สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะถ้าพนักงานทำงานได้ตามเป้าหมาย หัวหน้าก็บรรลุเป้าหมาย และถ้าหัวหน้าทุกคนบรรลุเป้าหมายได้ องค์กรก็บรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน
ด้วยแนวคิดที่เน้นความสำเร็จขององค์กร ก็เลยทำให้แนวคิดในการบริหารผลงานได้รับความนิยม หลายๆองค์กรพยายามที่จะนำมาใช้งานจริง เพื่อทำให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับไม่ค่อยได้ตามแนวคิดที่ว่ามาข้างต้น พนักงานที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน เกิดความรู้สึกวิตกกังวลอย่างมากในการนำเอาแนวคิดการบริหารผลงานมาใช้ เราลองมาดูว่า พนักงานเขาวิตกอะไรกันบ้าง
- เป้าหมายองค์กรถ่ายทอดลงมาได้จริงๆหรือ สิ่งแรกที่พนักงานวิตกกังวลก็คือ เรื่องของเป้าหมายองค์กร ว่าผู้บริหารระดับสูงกำหนดขึ้นมานั้น สามารถที่จะถ่ายทอดลงมายังหน่วยงาน และลงมายังพนักงานแต่ละคนได้จริงๆ หรือ ได้ทุกตำแหน่งหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น
- หัวหน้าจะกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ สิ่งต่อมาที่พนักงานกังวลก็คือ ตัวชี้วัดผลงาน และเป้าหมายที่กำหนดกันในช่วงของการวางแผนผลงานนั้น หัวหน้าของตนจะมีความสามารถมากพอที่จะกำหนดเป้าหมายผลงานที่เป็นธรรมได้จริงหรือไม่ เพราะพนักงานกลัวว่า ถ้ากำหนดเป้าหมายแบบไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้นปี ก็จะทำให้การบริหารผลงานไม่ได้ผลอยู่ดี
- หัวหน้าจะกลั่นแกล้งกำหนดเป้าหมายแบบยากๆ หรือไม่ พนักงานบางคนก็กังวลว่า หัวหน้าของตนอาจจะตั้งเป้าหมายแบบยากๆ สำหรับพนักงานบางคนที่หัวหน้ารู้สึกไม่ชอบใจ เพื่อที่จะทำให้ผลงานของพนักงานแย่ลงไปอีก
- หัวหน้า Feedback อย่างสร้างสรรค์ได้จริงหรือ ประเด็นถัดมาที่พนักงานกลัว และกังวลมากก็คือ เรื่องของการให้ Feedback ของหัวหน้า คือกลัวว่าหัวหน้าของตนจะสามารถให้ Feedback ที่ดีได้จริงหรือ บางองค์กร หัวหน้ากับพนักงานไม่เคยคุยกันเรื่องผลงานเลยด้วยซ้ำไป แล้วจะให้หัวหน้ามาให้ Feedback ลูกน้องของตนเอง จะทำได้จริงๆ หรือ ยิ่งไปกว่านั้น ยังกลัวว่า หัวหน้าจะใช้โอกาสนี้ในการดุด่า ตำหนิพนักงานมากกว่า ที่จะใช้ในการบอกถึงสิ่งที่ดี และสิ่งที่ต้องปรับปรุง
- หัวหน้าสอนงานได้จริงหรือ อีกเรื่องก็คือ ถ้าผลงานพนักงานไม่เข้าตา หรือทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จริงๆ หัวหน้าจะสามารถสอนงานพนักงานได้จริงๆ หรือ
- ประเมินผลงานจะออกมาเป็นธรรมมากขึ้นกว่าของเดิมจริงหรือ เรื่องสุดท้ายที่กังวลก็คือ การประเมินผลงานปลายปี จะออกมาเป็นธรรมตามผลงานจริงๆ หรือเป็นแค่เพียงเอาเครื่องมือใหม่เข้ามาครอบลงไป และสุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม ก็คือ หัวหน้าประเมินผลงานพนักงานด้วยความรู้สึกมากกว่า ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในการประเมิน competency หรือ พฤติกรรมในการทำงานของพนักงาน หัวหน้าจะสามารถมองพฤติกรรมของพนักงานออกจริงๆ หรือ หรือสุดท้ายก็เป็นเพียงคะแนนจิตพิสัย ที่เอาไว้ปรับคะแนนผลงานให้ได้ดั่งใจของหัวหน้าอยู่ดี
ความกังวลเหล่านี้ แสดงให้เราเห็นว่า ระบบบริหารผลงานถ้าจะใช้งานให้ได้ผลนั้น องค์กรจะต้องจะต้องมีการพัฒนาผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน การกำหนดเป้าหมายในการทำงาน การมองพฤติกรรมของพนักงานใน competency แต่ละตัว
รวมถึงการพัฒนาทักษะในการพูดคุยกันในเรื่องของผลงาน จะต้องคุยอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เอาแต่ด่าอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าจะพัฒนาพนักงานอย่างไร รวมทั้งต้องพัฒนาเทคนิคในการสอนงานเพื่อพัฒนาผลงานพนักงานด้วยเช่นกัน
และสุดท้ายก็คือ ต้องพัฒนาผู้ประเมินให้สามารถมองผลงานของพนักงานได้อย่างเป็นธรรม ไม่ลำเอียง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการทำให้มันสำเร็จได้ ดังนั้น การที่เราจะเอาระบบบริหารผลงานมาใช้งานได้จริงนั้น ก็คงต้องมีการวางแผนการใช้งานระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พัฒนาผู้ประเมินในทุกระดับ ให้เข้าใจ และมองผลงานออก
สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องพัฒนาผู้ถูกประเมินด้วยเช่นกัน เพื่อให้เข้าใจแนวคิด และวัตถุประสงค์ของระบบบริหารผลงาน และให้เข้าใจว่า เขาจะต้องบริหารผลงานของตนเองอย่างไร และจะต้องคุยกับหัวหน้าของตนเองในเรื่องของผลงานอย่างไร และด้วยระบบนี้ พนักงานจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติวิธีคิด และวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบบริหารผลงานสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และที่สำคัญคือ ไม่กลายเป็นระบบประเมินผลงานแบบเดิมๆ ที่เราไม่ต้องการ

ใส่ความเห็น