เหตุผลที่พนักงานลาออกจากงาน ผลการสำรวจปี 2014

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อัตราการว่างงานของแรงงานในประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต่ำ จากผลการสำรวจล่าสุดเมื่อต้นปี 2014 ก็คือประมาณ 1% แสดงว่ามีคนว่างงานเพียง 1 คนจาก 100 คน ซึ่งเป็นผลทำให้องค์กรต่างๆ ที่ต้องการหาพนักงานเพิ่มเติมเพื่อเข้ามาเสริมทัพของตน ก็เริ่มหาได้ยากขึ้น คนเก่งๆ เองช่วงนี้ก็มักจะไม่ค่อยลาออก หรือไม่ค่อยอยากเปลี่ยนงานมากนัก เพราะสถานการณ์ต่างๆ ในบ้านเรามันไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้เปลี่ยนงานมากนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง สุดท้ายพนักงานส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ทำงานในบริษัทต่อไปเรื่อยๆ รอให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้ ค่อยหาทางขยับขยายกันอีกที

แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีพนักงานอีกหลายคนที่ต้องการที่จะลาออกจากบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่เช่นกัน ผมได้อ่านผลการวิจัยจาก CareerBuilder ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการจัดหางาน ซึ่งได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเหตุผลของพนักงานที่ลาออกจากงานในช่วงต้นปี 2014 นี้หมาด ซึ่งคำตอบออกมาดังต่อไปนี้ครับ

  • ไม่พึงพอใจในงานที่ทำอยู่ 54% ก็เลยวางแผนหางานใหม่ที่ตนอาจจะชอบมากกว่างานเดิม
  • ไม่มีโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน 45%
  • งานไม่มี Work-life balance 39%
  • ได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดทั่วไปในตำแหน่งงานเดียวกัน 39%
  • งานที่ทำเครียดมาก 39%
  • ไม่ชอบหัวหน้าที่ทำงานด้วยเพราะไม่มีความเป็นธรรม 37%
  • ถูกมองข้ามในเรื่องของผลงาน และไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง 36%
  • ไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนเมื่อปีที่ผ่านมา 28%

จะเห็นว่าจากผลการสำรวจ 3 อันดับแรกนั้น เหตุผลเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวงาน และความก้าวหน้าในการทำงาน และสภาพแวดล้อมของการทำงานเป็นหลัก เรื่องของค่าจ้างเงินเดือนก็เริ่มเป็นประเด็น แต่ก็เป็นในลักษณะที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจ่ายค่าจ้างมากกว่า กล่าวคือ จ่ายต่ำกว่าตลาดที่ควรจะเป็น

ลองมาดูเหตุผลของพนักงานที่ยังคงทำงานอยู่ และไม่ตัดสินใจที่จะลาออก ว่ามีอะไรบ้าง

  • มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ทำงานแล้วรู้สึกสบายใจ และเป็นกันเอง 54%
  • งานที่ทำนั้นมี Work-Life Balance ที่ดี 50%
  • มีสวัสดิการในการทำงานที่ดี 49%
  • มีเงินเดือนที่ดี แข่งขันได้ และเป็นธรรม 43%
  • สถานการณ์ภายนอกยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ 35%
  • เดินทางสะดวก 35%
  • มีหัวหน้าที่ดี ที่คอยดูแลการทำงาน 32%
  • รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และได้รับการยอมรับในองค์กร 29%

โดยสรุปเหตุผลของพนักงานที่ยังรักที่จะทำงานกับองค์กรต่อไป ก็มีประเด็นทางด้านเพื่อนร่วมงานที่ดี งานที่ทำสามารถที่จะทำให้ชีวิตส่วนตัว และการทำงานมันสมดุลกันได้ สองประการนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พนักงานยังอยากทำงานอยู่กับองค์กร เพราะตอบมาเกินกว่า 50% แสดงว่าการที่บริษัทจะทำให้พนักงานไม่อยากลาออกจากองค์กร ก็ต้องไปเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานในองค์กร เพื่อให้เกิดความรู้สึกสนุกสนาน และสบายใจในการทำงาน

เรื่องของค่าจ้างเงินเดือนที่สามารถเก็บรักษาพนักงานได้ ก็จะเป็นประเด็นเรื่องของการจ่ายที่สามารถแข่งขันได้กับองค์กรอื่นๆ ในตลาด และมีความเป็นธรรมภายในองค์กร

ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญ และการทำให้พนักงานรู้สึกถึงว่าตนเองมีคุณค่าในองค์กร โดยหัวหน้างานจะต้องทำหน้าที่นี้ ในการบอกพนักงานว่าเขาทำงานดีอย่างไร และมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างไร

แต่ก็อย่างที่เข้าใจกันครับ ถ้าประเด็นไหนไปเกี่ยวข้องกับหัวหน้างาน และผู้จัดการเมื่อไหร่ ก็จะเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากหน่อย เพราะขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะสามารถพัฒนาตนเองได้สักแค่ไหน เพื่อให้เป็นคนที่ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดี เกิดทีมงานที่มี มีบรรยากาศในการทำงานที่ดี มีความสบายใจ และทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าต่อองค์กร ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นจากมือของหัวหน้างานและผู้จัดการทั้งสิ้นครับ

13 ความคิดเกี่ยวกับ "เหตุผลที่พนักงานลาออกจากงาน ผลการสำรวจปี 2014"

Add yours

  1. สถานที่ที่ทำการสำรวจที่ไหนครับ? กลุ่มตัวอย่างคือใครพนักงานofficeเงินเดือนหรือพนักงานรายวัน? กลุ่มตัวอย่างจำนวนเท่าไร? ใครเป็นคนทำสำรวจครับ?

    1. ผมเขียนไว้ในบทความข้างต้นแล้วครับ บ. Career builder เป็นคนทำและเสนอผลไว้ ส่วนถ้าจะสอบถามเรื่องระเบียบวิธีวิจัย คงต้องเข้าไปหาที่เว็บของผู้ทำโดยตรงครับ

      ขอบคุณครับ

      1. เท่าที่ลองอ่านดู รู้สึกว่าจะสำรวจจากคนที่อยู่อาศัยใน อเมริกา ทีมีอายุมากกว่า 18 ปี โดยเป็นพนักงานเต็มเวลา ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการและไม่ได้เป็นลูกจ้างรัฐ จำนวนคนที่ถูกสำรวจคือ 3,008 คน

        Quote มาครับ
        This survey was conducted online within the U.S. by Harris Interactive© on behalf of CareerBuilder among 3,008 workers (employed full-time, not self-employed, non-government) ages 18 and over between November 6 and December 2, 2013 (percentages for some questions are based on a subset, based on their responses to certain questions). With a pure probability sample of 3,008, one could say with a 95 percent probability that the overall results have a sampling error of +/- 1.79 percentage points. Sampling error for data from sub-samples is higher and varies.

    1. ก็น่าจะเป็นการ ranking มากกว่าครับ นึงอาจจะตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ Careerbuilder ดูนะครับ ประเด็นของผมที่นำมาเผยแพร่ ก็เพื่อให้คนที่ทำหน้าที่บริหารคน มองเห็นประเด็นในการบริหารคน และสิ่งที่จะต้องดำเนินการ มากกว่าไปดูที่ตัวเลขและที่มาของตัวเลขว่าเป็นอย่างไร เอาว่าดูเป็นแนวโน้มเพื่อที่จะเอาสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาการบริหารบุคคลของบริษัทก็น่าจะพอได้ครับ หากคิดว่าไม่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ต้องนำไปอ้างอิง หรือนำไปใช้ครับ แค่อ่านเป็นสิ่งประดับความรู้ก็พอครับผม ขอบคุณมากครับ

  2. ในฐานะคนที่พยายามเป็นหัวหน้าที่ดี แอบเสียใจนิดๆครับว่า เราไม่มีผลกับการอยู่หรือไปของลูกน้องเท่าไหร่ แหะแหะ ^_^’

    1. จริงๆ มีผลเยอะนะครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนา โอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ หรือการพัฒนาต่างๆ ล้วนมาจากตัวหัวหน้าทั้งสิ้นครับ เพียงแต่องค์กรอาจจะต้องมีระบบที่ดีเพิ่มเติมด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้องน่ะครับ ไม่ต้องเสียกำลังใจนะครับ งานวิจัยเป็นแค่เพียงแนวทาง หรือแนวโน้มเท่านั้น เอาเข้าจริงๆ ในทางปฏิบัติจริง ตัวหัวหน้าเองมีผลต่อการจะอยู่ หรือจะไปของลูกน้องมากมายครับผม ขอบคุณมากครับ

    2. ไม่ชอบหัวหน้าที่ทำงานด้วยเพราะไม่มีความเป็นธรรม 37%
      มีหัวหน้าที่ดี ที่คอยดูแลการทำงาน 32%

      ผมว่า % สูงขนาดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องมากเลยทีเดียวนะครับ

  3. หัวหน้ามีส่วนสำคัญมากค่ะ
    ถ้าตำหนิลูกน้องบ่อยๆ ไม่ให้กำลังใจ คาดหวังมากเกินไป ก็ทำให้ลุกน้องถอดใจหางานทำที่ใหมค่ะ
    ประสบการณ์ตรงค่ะ

    1. เห็นด้วยครับ ต้องใส่ใจ ตำหนิได้ แต่ก็ต้องมีการชื่นชมในผลงานที่พนักงานทำได้ดีด้วยเช่นกัน อีกทั้งตำหนิแล้วก็ต้องสอนและให้คำแนะนำ เพื่อให้เขาดีขึ้น เจตนาที่ดีนั้นจะแสดงออกมา พนักงานจะเห็นและเข้าใจในเจตนาได้ครับ

ส่งความเห็นที่ ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑