
เคยรู้สึกไม่ชอบงานที่กำลังทำอยู่หรือเปล่าครับ เคยรู้สึกหรือไม่ว่า ถ้าเป็นไปได้ เราอยากจะลาออกและไปทำงานที่เราชอบมากกว่านี้ คำถามก็คือ แล้วทำไมบางคนถึงยังทนทำงานทั้งๆ ที่เป็นงานที่ตัวเองไม่ชอบเลย บางคนบอกเลยว่า ไม่มีความสุขในการทำงานนี้เลยด้วยซ้ำไป เวลามาทำงานก็คือเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม เฝ้ารอแต่เวลาเลิกงานตอนเย็นที่จะได้มีความสุขซะที แล้วทำไมถึงไม่ลาออกไป นี่คือเหตุผลที่ทำให้คนเราไม่ลาออกจากงานที่ตนเองไม่ชอบ ลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง
- “สักวันหนึ่งอะไรๆ ก็อาจจะดีขึ้นก็ได้ ถ้าออกไปแล้วมันดีขึ้นก็เสียดาย”
- “นายไม่ดีเลย แต่ถ้าเราลาออกไปตอนนี้ก็เท่ากับว่านายชนะสิ ไม่ได้หรอกแบบนี้”
- ยึดหลัก “winner never quit and quitters never win” ก็เลยไม่อยากลาออกไปไหน
- “แล้วเราจะหางานใหม่ได้หรอ อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
- “ถ้าเราลาออก เงินเดือน สวัสดิการ ค่าตำแหน่ง รถตำแหน่ง ฯลฯ ก็หายไปหมดสิ”
- “ยังไงก็ไม่มีที่ดีกว่านี้หรอก เชื่ออย่างนั้น”
- “เราเรียนรู้และลงแรงกับงานนี้มามากแล้ว ถ้าลาออกไปก็เสียดาย”
- “เงินเดือนดีนะ ถ้าลาออกไป จะได้เงินเดือนขนาดนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
- “การลาออกจะทำให้ ประวัติของเราด่างพร้อย”
ที่กล่าวมาข้างต้นก็คือเหตุผลของคนที่ทำงานแบบไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ยอมลาออกไปหาสิ่งที่ตัวเองมีความสุขทำ ก็เลยยังคงทำงานแบบเดิมๆ มาทำงานก็ทำแบบขอไปที ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำตามสั่งก็พอ เลิกงานก็ลั้นลา
สำหรับด้านขององค์กรเอง ถ้าเรามีพนักงานที่ทำงานอย่างไม่มีความสุขเลย องค์กรจะยิ่งไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นเลย เพราะถ้าคนส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีความสุขในการทำงาน ผมเชื่อว่าผลงานก็ไม่ออกมาเช่นกัน คนเราลองทำอะไรที่เราไม่ชอบ ไม่สุข ไม่อยากทำ แต่ต้องทนทำแล้วนั้น ไม่มีทางที่คนที่รู้สึกแบบนี้จะสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นออกมาได้เลยครับ
ประเด็นก็คือ เราจะทำอย่างไรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพื่อให้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างผลงานให้กับองค์กรด้วย ไม่ใช่แค่อยู่เพื่อรักษาสภาพที่เคยเป็น ก็เลยอยู่ไปเรื่อยๆ
ผมเองก็ไม่ได้บอกว่าเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นคือสิ่งที่ผิดนะครับ เพราะคนเราแต่ละคนย่อมจะมีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปจริงๆ สิ่งที่อยากจะจุดประกายก็คือ ทำไมเราถึงไม่มองอีกมุมหนึ่ง เช่น การที่เราไม่ลาออกก็เพราะกลัวหางานที่เงินเดือนเท่านี้ไม่ได้ ทำไมไม่มองว่า เราอาจจะได้งานที่มีเงินเดือนสูงกว่านี้ก็ได้ และทำให้เรามีความสุขมากกว่านี้ก็เป็นได้
แต่ที่คนส่วนใหญ่มองแบบนั้น และไม่ยอมไปไหนก็เพราะคนเราปกติกลัวการเปลี่ยนแปลงครับ และกลัวที่จะต้องลำบากกว่าเดิม เราชินกับการอยู่แบบเดิมๆ แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าแบบนี้ก็โอเคแล้ว จะทำให้มันลำบากกว่านี้ไปทำไม
แต่คนที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต และอยากทำงานอย่างมีความสุขนั้น ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับคนกลุ่มนี้ และอะไรที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง คนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และลุยต่อไป โดยอาศัยทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก ประกอบกับความมั่นใจในฝีมือของตนเอง เราก็จะสามารถเปลี่ยนชีวิตการทำงานของเราเองได้ โดยสามารถหางานที่ทำให้เรามีความสุข และยังเป็นงานที่เราชอบอีกด้วย
วันนี้คุณทำงานอย่างมีความสุขหรือเปล่าครับ
ขอบคุณมากค่ะ คุณ prakal
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และให้มุมมองการคิดดีๆ
ขอบคุณสำหรับแนวคิดค่ะ จะตัดสินใจเสียทีว่าพรุ่งนี้จะทำอย่างไร
ผมผ่านจุดนี้มาแล้ว..ก่อนเคยเป็นทุกอย่างกับเหตุผลที่บอกมา
วันที่ตัดสินใจคือวันที่ดีใจที่สุดครับ
เคยได้แต่แค่คิดว่าจะออก จนแล้ววันที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตก็มาถึง วันที่บริษัทเลิกจ้าง โดยที่เราไม่ได้ตัดสินใจแล้วความคิดทุกอย่างที่เคยคิดไว้ว่าเราจะทำมันกลายเป็นความสับสนและกลัวในใจ ว่าจะเริ่มจากอะไร ด้วยอายุที่ 36 ขวบ วุฒิการศึกษาที่ไม่ได้เพิ่มเติมแค่ ปวช ตำแหน่งงานเก่า inspecter-ship แล้ววันนี้ออกมาจะทำงานอะไรต่อ มันดูเคว้งคว้าง และรายได้ที่จะเลี้ยงตัวเองในวันต่อไป เพราะคนไทยบริษัทในเมืองไทยดูที่ประกาศนียบัตร ป.ตรี ไม่ได้มองที่ประสบการณ์ หรือว่าเส้นสายเด็กของใคร วันนี้ต้องถามใจตัวเองหนักๆ ว่าเข้มแข็งแค่ไหนแต่ละวันที่จะผ่านนับจากนี้ ทุกคนมีคำปลอบใจเป็นล้านๆ คำจากคนใกล้ชิดและผู้หวังดีแต่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับตัวเอง
ตอนนี้กำลังอยากออกกังวลแบบข้างบนทุกข้อเลย แต่เราควรหางานที่เราทำแล้วมีความสุขดีกว่าอะ
เห็นด้วยนะครับ ถ้าเวลาเราได้ทำงานที่เรามีความสุข ผลงานเราก็จะดีขึ้นด้วยครับ ส่วนเรื่องเงินหรือรายได้ มันก็จะตามมาเองครับ เพียงแต่ต้องรอเวลาพิสูจน์ผลงานกันสักเล็กน้อย ใจเย็นๆ แล้วได้กินยาวๆ จะดีกว่า กันสั้นๆ แต่ไม่มีความสุขนะครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
งานที่มีความสุข ทำเเล้วก็หายเหนื่อยดีครับ
พี่คะหนูก็อยากจะออกจากงานที่ทำอยู่ค่ะไม่ไหวแล้วจริงๆค่ะ แต่หนูมีภาระใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จค่ะ หนูเรียนปริญญาตรีอยู่ค่ะ และต้องทำงานที่ตัวเองไม่มีความสุขไปด้วย หนูเรียนมาถึงปี 3 แล้วค่ะ กำลังจะขึ้นปี 4 ค่ะเรียนภาคพิเศษ ก็ทำงานที่นี่มาตั้งแต่ปี 1 ทนมา 3 ปีกว่าๆแล้วค่ะ ปัญหาก็มีเยอะขึ้นทุกวัน ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย กลับมาบ้านก็ต้องมาร้องไห้ทุกวัน เหนื่อยและท้อมากๆค่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องทน ก็เรายังเรียนไม่จบถ้าออกไปเราจะเอาที่ไหนจ่ายค่าเทอม ค่ากิจกรรม ค่าหนังสือที่มหาลัย โอ้ยคิดแล้วกลุ้ม คนอื่นมีทางเลือกแต่หนูไม่มีเลย นอกจากต้องทนเรียนให้จบแล้วค่อยลาออกไป ปีหน้าหนูก็จบแล้ว แต่ทำไมมันช่างนานเหลือเกิน ที่บ้านก็บังคับทำ คือไม่ให้ออก ชีวิตนี้หนูไม่เคยมีความสุขกับงานเลย หรือว่าหนูเป็นคนที่ทำงานไม่ทนค่ะ ทำที่ไหนก็ไม่ทนต้องลาออกแบบที่บ้านบอกค่ะ มันเหนื่อยมันท้อมาก ไม่รู้จะบอกยังไง Maychaya_bba@Hotmail.com
ใครมีประสบการณ์แบบหนู หนูขอคำปรึกษาหน่อยนะคะ ซักนิดก็ยังดี เครียดมากๆ ต้องการหาแนวร่วมน่ะค่ะ อยากรู้คำแนะนำว่าจะพูดกับที่บ้านอย่างไรดี
อดทนมาถึงขนาดนี้แล้ว ผมว่าเรียนให้จบแล้วก็ออกมาหางานใหม่ที่เราชอบก็น่าจะดีนะครับ แต่ถ้าออกตอนนี้ก็อาจจะทำให้มีปัญหาทั้งงานและเรียนก็เป็นได้ครับ สู้ๆ นะครับ
ตอนนี้หนูเพิ่งจบใหม่ค่ะ หนูอยากทำงานสายหนังสือ รักหนังสือ แต่คือที่บ้านหนูอยากให้เป็นครู แต่หนูไม่ได้จบสายครูมาโดยตรง และให้หนูเรียนต่อ ป.โท เกี่ยวกับการศึกษา เอาใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งต้องเอาชั่วโมงสอน ตอนนี้ ที่บ้านหนูเขาให้หนูไปเป็นอัตรจ้างที่ โรงเรียนแถวบ้าน และที่บ้านไปคุยเกริ่นกับ ผอ ที่หนูไปเป็นอัตราจ้าง ซึ่งหนูไม่รู้เรื่อง ว่าจะให้หนูไปเป็นอัตรจ้างที่โรงเรียนนี้ พอหนูได้มาลองงาน 1 อาทิตย์ก่อนทำสัญญาจ้าง ซึ่งทางโรงเรียน บอกว่าเริ่มสัญญาจ้าง วันที่ 1 เดือนถัดไป ซึ่งหนูรู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุข แต่ถามสภาพแวดล้อมดีมั้ย ก็โอเคนะคะ แต่หนูไม่มีความสุขเลย เป็นเพราะหนูแบกศักดิ์ศรีของเด็กฝากหรือเปล่าคะ แต่ถามจริงหนูอยากเป็นมั้ยเด็กฝาก หนูตอบจากใจจริงว่าไม่ค่ะ เพราะ เคยเจอเหตุกาณ์เส้นสมัยตอนที่ เรียนประถม ซึ่งโดนจับตามอง และหนูได้ไประบายให้ที่บ้านฟังว่าอึดอัดไม่มีความสุขอยากทำงานที่รัก อยากเอาประสบการณ์ด้านงานที่รัก แต่ที่บ้านไม่เข้าใจและบอกเศรษฐกิจไม่ค่อยดี และพอหนูเล่าเหตุการณ์ของเพื่อน ให้พ่อ แม่ฟังว่า เขาโดนกดดันทางบ้านจนจะเป็นซึมเศร้า และเช้าวันถัดมา พ่อแม่บอกให้หนูเลือกเอง แต่เหตุผลที่ให้หนูมาเป็นอัตราแถวบ้านเพราะอยากให้ลองทำด้านนี้ไม่ใช่จะปักธงเกลียดอย่างเดียว แต่ถ้าลูกไม่มีความสุข ลูกก็ออก ให้หนูคิดดีๆ ก่อนเขาจะเริ่มสัญญาจ้าง และ หนูก็ถามกับไปว่า แล้วเขาจะมองหนูยังไง หนูไม่ทนหรอ มันก็ไม่ใช่มั้ย แม่ นี้ไงเป็นเพราะการไปคุยเกริ่นในนามเด็กฝาก มันจะมีปัญหาตรงนี้ คือมองหน้ากันไม่ติด ไม่น่าไปคุยเกริ่นนำเลยซึ่ง ตอนนนี้หนูกำลังคิดหนักที่สุดในชีวิต คือ หนูควรทำอย่างไร ทำงานอัตราจ้างต่อไปเพื่อเอาวุฒิ ป.โทเกี่ยวกับการศึกษา เอาใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งที่บ้านบอกว่าได้ใบนี้มาหนูจะทำครูก็ได้หรือไม่ก็ได้เพื่ออนาคต แต่ถ้าหนูทำอัตราจ้างต่อไปหนูก็ไม่มีความสุขเพราะอยู่ในนามเด็กฝาก กับหนูทำงานที่รัก ซึ่งอาจจะลำบากหน่อย ที่หนูตัดสินไม่ได้เป็นเพราะ สักดิ์ศรีเด็กฝากมันคล้ำคอ จนกลัวว่าคนอื่นเสีย เพราะการแคร์คนอื่นมากไปไม่ได้แคร์ตัวเองใช่มั้ยคะ หฯุเครียดมากเลยค่ะตอนนี้
ประเด็นที่สอบถามมานั้น สำหรับคนที่ประสบกับปัญหานั้น คงจะตัดสินใจยากเหมือนกัน ทางหนึ่งก็คือ สิ่งที่เราไม่ชอบ แต่ผู้ใหญ่ได้ดำเนินการให้เราไปแล้ว
เราก็มักจะกลัว และแคร์สายตาคนอื่นว่า เราไม่ทนบ้าง ไม่สู้บ้าง ฯลฯ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ต้องคิดให้ดีก็คือ นี่คือ ชีวิตของเรา หรือชีวิตของคนอื่น
ถ้าเป็นชีวิตของเรา เราก็มีสิทธิที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่เราชอบ ทำในสิ่งที่เรารักมากกว่า ชีวิตเราไม่ได้ยาวนะครับ คนที่เขาได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักนั้น มักจะมีความสุขในการทำงาน
และระยะยาวจะประสบความสำเร็จมากกว่า คนที่อดทนทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ ไ่ม่รัก แต่ต้องทำเพราะคนอื่นให้ทำ คนอื่นขีดให้เราเดิน ฯลฯ
จากคำถาม ผมคิดว่าคุณมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เพียงแต่ยังกลัวคนอื่นจะมองเราเองไม่ดี ชีวิตของเราครับ เราดี หรือเราไม่ได้ดี คนอื่นเขาไม่ได้มาเป็นเราตรงนั้น ดังนั้น ทำในสิ่งที่เรารักจะดีกว่าครับ
ส่วนผู้ใหญ่นั้น เราคงต้องอธิบายให้ท่านเข้าใจ ด้วยเหตุผล ไมใช่อารมณ์ อธิบายให้ฟังว่า นี่คือชีวิตของเรา เราอยากทำในสิ่งที่เราอยากให้ทำ แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ แต่อยากให้พ่อแม่เป็นกำลังใจให้ในสิ่งที่เราทำ และเราตัดสินใจ
ก็น่าจะประมาณนี้นะครับ สู้ๆ นะครับ ถ้าอยากพูดคุยกัน ก็ Inbox มาได้นะครับ ที่ facebook page prakal HR community ลอง search ดูนะครับ
ขอบคุณมากครับ ขอให้พบเจอกับทางที่ตนเองมีความสุขนะครับ