คำถามที่ได้รับบ่อยเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

เดือนเมษายนนี้เป็นเดือนบังคับใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเกือบ 40% ซึ่งทำให้นายจ้างหลายแห่งมีปัญหาในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างมากทีเดียว ในช่วงแรกๆ ก็คือประมาณต้นปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่องวิธีการปรับอยู่หลายบทความ ก็คิดว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่พอถึงเดือนเมษายนเข้าจริงๆ ปรากฎว่า มีหลายบริษัทที่เพิ่งตระหนักว่าจะต้องปรับแล้ว ก็เลยเกิดอาการรีบร้อน และปรับผิดปรับถูกกันอยู่พักใหญ่เลยครับ แต่ก็ยังสามารถทำได้ทันอยู่ แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นในอีกหลายๆ แห่ง ที่ยังอาจจะไม่เข้าใจชัดเจนในหลักการการปรับครั้งนี้ ก็เลยขอถือโอกาสเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้งครับ

ประเด็นที่ผมได้รับคำถามมามากหน่อยก็มีดังนี้ครับ

  • พนักงานรายเดือนที่เคยคูณด้วย 30 วัน หลังปรับแล้วจะคูณด้วย 26 วันได้หรือไม่ ประเด็นนี้บอกได้อย่างมั่นใจเลยว่า ไม่ได้ครับ ถ้าพนักงานที่เราจ้างมีเงื่อนไขว่าเป็นพนักงานรายเดือน ได้รับเงินเดือนแล้ว แปลว่า เราจะต้องใช้ 30 วันเป็นตัวคูณเพื่อให้เป็นรายเดือน นั่นแสดงว่า ถ้าอยู่ใน 7 จังหวัดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำก็คือ 9,000 บาทครับ ต่ำกว่านี้ไม่ได้ถ้าเป็นรายเดือนครับ ถือว่าผิดกฎหมายครับ
  • ปรับสภาพการจ้างพนักงานรายเดือนเป็นรายวันได้หรือไม่ ประเด็นนี้เกิดจากประเด็นแรกที่กล่าวไป ก็คือ นายจ้างอยากจะจ่ายเงินเดือนให้น้อยกว่า 9,000 บาทนั่นเองครับ ก็เลยมีการปรับสภาพการจ้างของพนักงานรายเดือนให้กลายเป็นรายวัน เพื่อที่จะคูณจำนวนวันที่ทำงานเท่านั้น เช่น ถ้าทำงาน 26 วันในเดือนนั้นก็จะได้คูณด้วย 26 วันก็พอ จริงๆ แล้วประเด็นนี้ก็ผิดกฎหมายอีกเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายแรงงานนั้นถือเป็นกฎหมายมหาชน ซึ่งจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายนี้ไม่ได้เลย อีกทั้งถ้าพนักงานได้อะไรที่น้อยลงกว่าเดิมที่เคยได้ ก็ถือว่าผิดอีกเช่นกัน ดังนั้นการที่บริษัทต้องการปรับสภาพการจ้างจากรายเดือนเป็นรายวันนั้น เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างด้วย และยังทำให้พนักงานได้ผลประโยชน์น้อยลงด้วย ก็ถือว่าไม่ได้ครับ
  • กฎหมายแรงงานมาตราใดที่บอกว่า 1 เดือนต้องใช้ 30 วัน ประเด็นนี้หลายคนหาไม่เจอนะครับว่าในกฎหมายแรงงานมีกำหนดเรื่องวันทำงานต่อเดือนไว้ด้วยจริงหรือ จริงๆ แล้วในกฎหมายไม่ได้เขียนตรงๆ แต่ในหมวดที่ 5 เรื่องการคำนวณค่าล่วงเวลา มาตรา 68 เขียนไว้ว่า “เพื่อประโยชน์แก่การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานหมายถึงค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบ และจำนวนชั่วโมงทำงานในวันทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย”  เขียนไว้แบบนี้แสดงว่าต้องใช้ 30 เป็นตัวคูณและตัวหารแน่นอนสำหรับพนักงานรายเดือน จะเลี่ยงไม่ได้ครับ
  • เอาเงินได้อื่นมาคำนวณรวมเป็นฐานเงินเดือนได้หรือไม่ ประเด็นนี้ถ้าว่าตามกฎหมายจริงๆ เขาเขียนไว้ชัดเจนมากกว่าเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คำว่าค่าจ้างก็คือ ไม่ได้รวมเอาค่าอื่นๆ เข้ามาด้วย จะต้องเป็นค่าจ้างที่เป็น Basic ขั้นต่ำสุด ซึ่งก็คือ 300 บาทนั้นจะต้องถือเป็นค่าจ้างขั้นต่ำสุดที่จะต้องได้ ดังนั้นการที่บางบริษัทจ่ายค่าจ้างให้ 250 และมีค่าครองชีพอีก 50 บาท ถามว่าจะเอา 50 บาทมารวมให้เป็นฐานใหม่เพื่อให้กลายเป็น 300 จะได้ไม่ต้องปรับให้กับพนักงานคนนี้ได้หรือไม่ คำตอบที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายก็คือไม่ได้ครับ เท่ากับว่าเราจะต้องปรับค่าจ้างจากเดิม 250 ให้เป็น 300 แล้วก็ยังคงต้องให้ค่าครองชีพอีก 50 บาทต่างหากนั่นเอง จริงๆ ในประเด็นนี้ถ้าจะทำกันจริงๆ เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายจะต้องทำก่อนล่วงหน้านานหน่อย เช่น ใช้เหตุผลในการรวมเอาค่าครองชีพเข้าไปในค่าจ้างมูลฐานเพื่อจะได้ให้ฐานค่าจ้างของพนักงานสูงขึ้น การขึ้นเงินเดือน และการได้โบนัสก็สูงขึ้นซึ่งการปรับตรงนี้ถือเป็นคุณต่อลูกจ้างก็ไม่ขัดกับกฎหมาย ปรับตรงนี้ไปก่อนสัก 1 ปี จากนั้นปีนี้ก็ค่อยปรับผลกระทบ 300 บาท ก็จะทำให้บริษัทปรับน้อยลงกว่าเดิมได้ แต่ก็คงไม่มีใครคาดการณ์ได้ไกลขนาดนั้นมั้งครับ แต่ถ้าเรามาปรับรวมค่าจ้างอื่นเข้าไปในเดือนนี้เลย เท่ากับว่าเรากำลังต้องการเลี่ยงการปรับไม่ให้มากเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อลูกจ้าง เท่ากับว่าผิดกฎหมายนั่นเองครับ

ผมคิดว่าไหนๆ กฎหมายกำหนดแล้ว สิ่งที่นายจ้างจะต้องทำก็คือ ทำให้ถูกต้องจะดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากรณีพิพาทแรงงานในอนาคตได้ แล้วค่อยมาพัฒนาวิธีการบริหารงาน บริหารคนใหม่ โดยเน้นไปที่การสร้างและพัฒนาคนให้สร้างผลงานได้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้คุ้มค่ากับค่าจ้างที่ให้ไปจะดีกว่าไปหาทางเลี่ยงกฎหมาย เพื่อที่จะให้ระยะสั้นเราจ่ายน้อย แต่ระยะยาวกลับต้องมาแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างไม่รู้จบ

30 ความคิดเกี่ยวกับ "คำถามที่ได้รับบ่อยเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ"

Add yours

  1. ตามกฎหมายค่าจ้างผู้ที่จบ ม.6 กับ ป.ว.ช เท่ากันใช่หรือไม่ แล้วป.ว.ชต้องเริ่มค่าจ้างใหม่เท่าไหร่คะ

    1. ตามกฎหมายเขาไม่ได้กำหนดค่าจ้างของวุฒิต่างๆ นะครับ กฎหมายกำหนดแค่เพียงว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานไร้ฝีมือ ก็คือ 300 บาทครับ ส่วนปวช. หรือม.6 นั้นจะเริ่มจ้างเท่าไหร่นั้นจะเป็นไปตามราคาตลาดครับ แต่โดยปกติแล้ว ปวช. มักจะได้รับค่าจ้างที่สูงว่า ม.6 เล็กน้อยนะครับ เพราะถือเป็นวิชาชีพเฉพาะทางครับ

  2. นายจ้างใช้วิธีปรับพนักงานรายเดือนเป็นรายวัน ตอนเป็นรายเดือนได้ 7500 แต่พอปรับเป็นรายวันเมื่อคูณแล้วได้ 7800 อย่างนี้ผิดมั้ยครับ

    1. ผมไม่เคยเห็นบริษัทไหนที่เขาปรับจากพนักงานรายเดือนเป็นรายวันนะครับ แล้วพนักงานจะยินยอมให้ปรับแบบนี้จริงๆ หรือครับ

  3. มีเรื่องรบกวนถามค่ะ เรื่องการปรับพนักงานรายเดือนเป็นรายวันนั้น หากบริษัทฯ ได้พูดคุยกับพนักงาน แล้วพนักงานก็พร้อมใจที่จะปรับจากรายเดือน เป็นรายวัน อย่างนี้บริษัทฯ จะผิดหรือไม่คะ…. อีกประการหนึ่งเคยปรึกษากับนิติกร ท่านบอกว่า “หากเราได้พูดคุยกับพนักงาน และพนักงานพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน” ไม่ถือเป็นการผิดแต่ประการใด แต่สำหรับค่าตอบแทนที่จ่ายให้นั้นจะต้องไม่น้อยกว่าที่พนักงานเคยได้รับ ทางบริษัทฯ จึงคำนวณค่าตอบแทนใหม่ โดยนำเงินเดือนที่พนักงานได้รับในปัจจุบัน หารด้วย 24 วัน เป็นตัวกำหนดให้กับพนักงานค่ะ…… รบกวนอาจารย์ช่วยเสนอแนะด้วยค่ะ… ขอบพระคุณค่ะ ^^

    1. เรื่องของการปรับสถานภาพพนักงานจากรายเดือนเป็นรายวันนั้น จริงๆ ไม่ค่อยมีใครเขาทำกันนะครับ แต่ในปีนี้เนื่องจากมีการปรับค่าจ้างที่แรงมาก ก็เลยมีคนคิดที่จะทำ
      ถามว่าผิดกฎหมายมั้ย ว่ากันตามเจตนารมณ์กฎหมาย ก็คือว่าผิดครับ แต่ถ้ามีการพูดคุยกัน และตกลงกัน โดยที่พนักงานยินยอม มันก็พอที่จะเป็นไปได้ครับ
      มันก็เหมือนกับการที่เราหาช่องว่างทางกฎหมายแล้วก็เดินทะลุช่องนั้นไปน่ะครับ อย่างไรก็ดี ถ้าว่ากันในแง่การบริหารค่าจ้างแล้ว บริษัทเราก็อาจจะจ่ายต่ำกว่าที่อื่นที่เขาปรับตรงไปตรงมา
      ปัญหาก็คือ การรักษาพนักงานให้อยู่ทำงานกับบริษัทเรามากกว่า เพราะจะรักษาได้ยากขึ้น ด้วยอัตราการจ่าย และสภาพการจ้างที่แตกต่างจากที่อื่นครับ
      อยากให้มองในระยะยาวด้วยน่ะครับ
      ขอบคุณครับ

  4. เรื่องการปรับพนักงานรายเดือนเป็นรายวันนั้น หากบริษัทฯ ได้พูดคุยกับพนักงานแล้ว
    แต่พนักงานจำเป็นต้องเซนต์ยอมรับ เพราะหากอยากจะอยู่ทำงานต่อมันก็ต้องเซนต์ หากไม่เซนต์รับรองถูกกดดันแน่ จะร้องเรียงก็คงทำงานแบบไม่สบายใจโรงงานของเข้า สุดท้ายหากไม่เซนต์ก็ต้องออก มีทางเลืองด้วยหรือครับการร้องเรียบแบบไม่ออกนามจะมีคนไปตรวจสอบไหม ที่โรงงานผมมีแล้ว 2 คน ปรับพนักงานรายเดือนเป็นรายวัน จำเป็นต้องเซนต์ครับ ร้องไห้กันเลย ลองดูนะครับ
    หากเป็นรายเดือน 300บาท x 30 วัน = 9000
    หากเป็นรายวัน 300บาท x 25 วัน = 7500
    เงินแบบนี้จะเลือกเอาแบบไหน ใครก็ต้องเลือกที่มาก หากไม่ถูกบังคับก็คงไม่เปลี่ยน
    ทำไงได้บ้างครับ

    1. น่าเห็นใจทั้งสองฝ่ายครับ นายจ้างเองก็คงไม่อยากให้ต้นทุนการทำงานเพิ่มขึ้นเร็วเกินกว่ารายได้ที่เคยได้รับ ส่วนพนักงานเองก็อยากได้ตามที่กฎหมายกำหนด
      แรงงานเองก็คงไม่มีกำลังคนมากพอที่จะไปตรวจสอบทุกบริษัทได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นก็คงมีอีกหลายบริษัทที่ทำคล้ายๆ กับที่เล่ามานี้
      แต่ถ้าคิดว่าเราเองมีทางเลือก ผมคิดว่า ช่วงนี้แหละครับ ที่จะมีพนักงานลาออก และสมัครงานกันเยอะ และด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ พนักงานเองก็คงไม่อยากทำงาน
      ที่ได้ค่าแรงต่ำกว่า ที่อื่นที่เขาสามารถให้สูงกว่าได้ ก็คงเกิดการเปลี่ยนงานกันบ้าง ถ้าไม่มีทางเลือกอย่างที่ว่ามา ก็คงต้องอดทนทำงานต่อไป ทั้งๆ ที่รู้แก่ไจว่า มันผิดกฎหมาย
      สิ่งที่พอทำได้ก็คือ การไปร้องให้กับแรงงานทราบ เพื่อที่ให้เขาส่งคนมาตรวจสอบอีกครั้ง

  5. หนูมีปัญหามากมายที่จะปรึกษาคะ เรื่องแรก มาตรฐานการปรับเงินเดือน ประเมินจากอะไรเป็นหลัก โดยเฉลี่ยคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์คะ

    1. ขออนุญาตถามกลับนะครับ ว่าคำว่ามาตรฐานการปรับเงินเดือนที่สอบถามมานั้นหมายถึงอะไรครับ หมายถึงการปรับเงินเดือนตามผลงานหรือ การปรับเงินเดือนกรณีอื่นๆ ครับ จะได้ตอบให้ตรงประเด็นครับผม ขอบคุณมากครับ

  6. ผมอยากทราบว่าค่าแรงสัญชาติไทย150บาททำงาน12ชั่วโมงผิดกฏหมายรึป่าวครับคือผมไม่มีประสบการ์ณครับผมทำงานปั้มน้ำมันเชลล์ครับและวุฒิม.3อายุ17ปีครับ

    1. ต้องกลับไปดูว่าสัญญาจ้างที่ทำไว้นั้นทำกันอย่างไรด้วยนะครับ ว่าเป็นพนักงานรายชั่วโมง หรือรายวันครับ แต่โดยปกติ 12 ชั่วโมง 150 บาท ก็ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ

  7. จะทำยังไงค่าแรงที่บริษัทหนูที่จังหวัดปราจีนได้ค่าแรงขั้นต่ำ 222 บาท แล้วทางบริษัทอ้างว่าให้สวัสดิการอื่นฯมาแทนแล้ว ปล. ค่าแรงขั้นต่ำปราจีน 255

  8. ดิฉันเป็นพนักงานรายเดือนแต่ได้เงินเดือนแค่8000บาทเองค่ะไม่คุมเลยส่วนรายวันวันลั349บาทได้เงินเยอะกว่ารายเดือนเยอะมากเลยอะ

    1. กรณีแบบนี้คงต้องมาวางระบบการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนกันใหม่หมดน่ะครับ เพราะจะได้ให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุดครับ

  9. อยากทราบว่ามีกฎหมายออกมาบังคับใช้ให้แรงงานที่มีอายุงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปได้อัตราค่าจ้างเป็นรายเดือนหรือยังคะ ถ้ามีแล้วสามารถบังคับใช้ได้เมื่อไร

  10. ถ้าอยู่ในเขตพื้นที่จ.ภูเก็ตหล่ะค่ะ เปนพนักงานบริษัทของชาวต่างชาติ จบป.ตรี เงินเดือนตรงนี่สมควรจะอยู่ในระดับไหนค่ะ หรือว่าขึ้นอยู่กับอะไร เพราะ..ตอนนี้ได้แค่9600บ./เดือน ค่ะ

    1. อัตราที่สอบถามมานั้นถ้าถามว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ถูกต้องครับ ไม่ได้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าถามเรื่องการแข่งขัน ก็คงต้องอยู่ที่นโยบายบริษัทแล้วครับ จริงๆ การจ่ายเงินเดือนนั้นอยู่ที่ค่างานด้วยนะครับ จบอะไรมาระดับใดไม่สำคัญ ปัจจุบันจ่ายตามค่างานก็คือความยากง่ายของงาน เช่น จบป.ตรีมา แต่ทำงานเป็นพนักงานขับรถ เงินดือนก็คงได้ประมาณพนักงานขับรถครับ แต่ถ้าจบป.ตรี แล้วทำงานเป็นวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น นักบัญชี การเงิน วิศวกร ฯลฯ แบบนี้ก็คงต่ำไปหน่อย ผมคิดว่าถ้าไม่ happy ก็คุยกับนายจ้าง หรือไม่ก็หาทางเลือกอื่นๆ ครับ ชีวิตของเราเราเลือกได้ครับ

  11. นายจ้างตอนจ้างจ้างเป็นรายเดือน แต่สุดท้ายก็คิดเงินให้เป็นรายวันมีวิธีเอาผิดได้ไหมคร้า

    1. ลักษณะนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างนะครับ ทำให้พนักงานได้ไม่ดีกว่าเดิม แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายแรงงานได้ครับ

    1. ในกรณีนี้ ถ้าเป็นพนักงานรายเดือน ปี 2556 กฎหมายให้ปรับเป็น 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ซึ่งต่อเดือนก็ต้องเป็น 9000 บาท นั่นเองครับ ซึ่งถ้าจ่ายต่ำกว่านั้นก็ถือว่าผิดกฎหมายครับผม

  12. กฎหมายแรงงานมาตราใดที่บอกว่า 1 เดือนต้องใช้ 30 วัน ประเด็นนี้หลายคนหาไม่เจอนะครับว่าในกฎหมายแรงงานมีกำหนดเรื่องวันทำงานต่อเดือนไว้ด้วยจริงหรือ จริงๆ แล้วในกฎหมายไม่ได้เขียนตรงๆ แต่ในหมวดที่ 5 เรื่องการคำนวณค่าล่วงเวลา มาตรา 68 เขียนไว้ว่า “เพื่อประโยชน์แก่การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงใน วันทำงานหมายถึงค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบ และจำนวนชั่วโมงทำงานในวันทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย” เขียนไว้แบบนี้แสดงว่าต้องใช้ 30 เป็นตัวคูณและตัวหารแน่นอนสำหรับพนักงานรายเดือน จะเลี่ยงไม่ได้ครับ

    รบกวนถามอาจารย์ ผมอ่านจากคำตอบอาจารย์ กับ คำพิพากษาฏีกานี้แล้วยังขัดแย้งกันอยู่นะครับ รบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ ด้วยความเคารพ

    คำพิพากษาฎีกาที่ 1000 -1038 – 53

    ปรับลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือน เมื่อมิได้ตกลงปรับค่าจ้างและมิได้กำหนดหลักเกณฑ์การปรับ นายจ้างใช้ค่าจ้างรายวัน x ด้วย 26 วัน จึงชอบด้วยกฎหมาย

    โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2547 โจทก์ได้รับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 35/2548 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2547 จำนวน 1,828,518 บาท แก่ลูกจ้างรวม 60 คน โดยลูกจ้างทั้ง 60 คนดังกล่าวเดิมเป็นลูกจ้างรายวัน แต่ในปี 2525 สหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องและมีข้อตกลงกับโจทก์ ให้ปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน โจทก์จึงปรับการทำงานของลูกจ้างรวม 60 คนดังกล่าวเป็นลูกจ้างรายเดือน จากค่าจ้าง 26 วันโดยมีเงินเดือนแต่ละคนไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิมที่ได้รับเหมาจ่ายเป็นเงินเดือน และไม่น้อยกว่าตามที่กำหนดในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จึงเป็นการปรับที่ถูกต้องแล้ว การที่จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำค่าจ้างเดิมของลูกจ้างต่อวันคูณ 30 วัน ต่อเดือน ทำให้ลูกจ้าง 60 คน ได้รับค่าจ้างขาดไปเดือนละ 4 วัน นั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้กำหนดว่า เมื่อปรับสภาพการจ้างจากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้ว จะใช้จำนวนวันเท่าใดเป็นตัวคูณแม้ในปี 2538 สหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยจะยื่นข้อเรียกร้องขอให้ปรับพนักงานรายวันเป็นรายเดือนโดยใช้อัตรา 30 วัน เป็นตัวคูณและปรับย้อนหลังให้พนักงานรายวันที่ได้รับการปรับรายเดือนอีกคนละ 2 วัน ทุกคน แต่ก็ได้ถอนข้อเรียกร้องดังกล่าวไปแล้ว การที่ลูกจ้างทั้ง 60 คน ได้รับเงินเดือนจากการคำนวณดังกล่าวมาประมาณยี่สิบปีจึงเป็นการตกลงยินยอมโดยปริยายแล้ว ลูกจ้างทั้ง 60 คน มิได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ นอกจากนั้นในปี 2547 สหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทย ได้ประชุมกับโจทก์ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าโจทก์ตกลงที่จ่ายเงินเพิ่ม 4 วัน ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ได้ปรับเป็นเงินเดือนจากพื้นฐาน 26 วัน โดยปรับให้ในเดือนกันยายน 2547 โดยผู้ที่ประสงค์จะรับเงินต้องยื่นความจำนงและบอกสละสิทธิเงินย้อนหลังต่อโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันลูกจ้างทุกคนโดยลูกจ้างอื่นได้ขอรับเงินตามข้อตกลง เว้นเพียงลูกจ้าง 60 คน ดังกล่าวโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 35/2548

    จำเลยให้การว่า ลูกจ้างโจทก์ 60 คนร้องต่อจำเลยว่า ลูกจ้างทั้ง 60 คน เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2507 เดิมเป็นลูกจ้างรายวัน ต่อมาได้มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับสหภาพแรงงานผลิตเครื่องประมงแห่งประเทศไทย ให้ปรับลูกจ้างที่ปฏิบัติงานครบ 10 ปีขึ้นไป และมีเกณฑ์ประเมิน เกรดซีหรือสูงกว่า 3 ปี ติดต่อกันเป็นลูกจ้างรายเดือนโจทก์จึงได้ปรับลูกจ้าง 60 คนดังกล่าวเป็นลูกจ้างรายเดือนโดยใช้อัตราค่าจ้างต่อวันเดิมคูณ 26 วัน เป็นอัตราค่าจ้างต่อเดือนซึ่งไม่ถูกต้องเพราะเมื่อเป็นลูกจ้างรายเดือนจะต้องถือว่าเดือนหนึ่งมี 30 วัน จึงต้องใช้อัตราค่าจ้างเดิมคูณ 30 วัน มิใช่ 26 วัน หากใช้อัตราที่โจทก์เหมาจ่ายให้ลูกจ้างเดิมที่คำนวณจาก 26 วัน มาคำนวณเป็น 30 วัน อัตราค่าจ้างต่อวันที่ลูกจ้างได้รับจะน้อยกว่าอัตราค่าจ้างเดิมก่อนการเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้าง การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ส่วนที่โจทก์ไม่ได้จ่ายให้ลูกจ้างเดือนละ 4 วัน จึงเป็นการชอบแล้ว และลูกจ้าง 60 คนดังกล่าวทราบว่ามีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้องต่อจำเลยคดีจึงไม่ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

    ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ลูกจ้างทั้ง 60 คน มีวันเวลาทำงาน อัตราค่าจ้างตามคำสั่งของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 เดิมลูกจ้างทั้ง 60 คน เป็นพนักงานได้รับค่าจ้างรายวัน ต่อมาในปี 2524 โจทก์ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานให้ได้รับค่าจ้างรายเดือนเป็นเงินเดือน โดยได้รับเงินเดือนเท่ากับค่าจ้างรายวันที่เคยได้รับคูณด้วย 26 วัน ลูกจ้างได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าค่าจ้างรายวันตามจำนวนที่เคยได้รับคูณด้วยจำนวน 26 วัน และบางคนได้รับเงินเดือนมากกว่าเล็กน้อย การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ในการทำงานอื่นใด ลูกจ้างยังคงมีจำนวนวันทำงานเท่าเดิมคือ วันจันทร์ถึงวันเสาร์และหยุดวันอาทิตย์ เวลาการทำงานเท่าเดิมคือวันละ 8 ชม. ค่ารักษาพยาบาล จำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปี และวันหยุดอื่นๆ เท่าเดิมแต่ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น กล่าวคือหากเป็นลูกจ้างรายวันเมื่อหยุดงานหรือลากิจในวันใดจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น แต่เมื่อเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้ว แม้หยุดงานหรือลากิจก็คงได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนทุกเดือน เมื่อโจทก์ปรับลูกจ้างรายวันมาเป็นรายเดือนแล้ว หากนำจำนวนเงินเดือนหารด้วย 30 วัน เฉลี่ยเป็นค่าจ้างในแต่ละวัน ค่าจ้างรายวันคิดเฉลี่ยได้ไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายและอัตราค่าจ้างที่เฉลี่ยโดยใช้จำนวน 30 วันหารนี้ก็ไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามกฎหมายตลอดมาจนถึงปัจจุบัน การปรับลูกจ้างจากรายวันมาเป็นรายเดือนเป็นไปตามเอกสารหมาย จ.8 ในการปรับเงินเดือนประจำปี โจทก์ปรับให้แก่ลูกจ้างรายวันเป็นอัตราวันละ สำหรับลูกจ้างรายเดือนปรับให้เป็นอัตราเดือนละโดยกำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนว่าให้เพิ่มวันละกี่บาท หรือให้เพิ่มอีกเดือนละกี่บาทในระหว่างที่จำเลยพิจารณาตามคำร้องของลูกจ้าง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 สหภาพแรงงานผลิตเครื่องประมงแห่งประเทศไทยได้ทำบันทึกสรุปข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งโจทก์ได้นำมาจัดทำเป็นประกาศบังคับใช้กับลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2547 ตามเอกสารหมาย จ.5 ส่วนคำสั่งของจำเลยนั้นได้สั่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 เหตุที่ลูกจ้างมาร้องต่อจำเลยเพราะลูกจ้างเห็นว่า โจทก์ควรนำจำนวนค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนหารด้วยจำนวน 26 วัน เฉลี่ยเป็นค่าจ้างในแต่ละวันและนำมาคูณด้วยจำนวน 30 วัน และจ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง เพราะลูกจ้างเห็นว่าเดือนหนึ่งมี 30 วัน ไม่ใช่ 26 วัน แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามที่โจทก์ปฏิบัติต่อลูกจ้างตั้งแต่ปรับลูกจ้างรายวันมาเป็นรายเดือน คือ นำจำนวนค่าจ้างรายวันคูณด้วย 26 วัน เป็นหลักฐานในการจ่ายเงินเดือนนี้แล้ว ในการปรับค่าจ้างประจำปี โจทก์ก็ปรับจากจำนวนดังกล่าวตลอดมาตั้งแต่ปี 2524 การที่โจทก์ปรับสภาพการจ้างลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน โดยให้ได้รับค่าจ้างเดือนไม่น้อยกว่าค่าจ้างรายวันที่เคยได้รับทั้งเดือนนั้นจะต้องปรับโดยนำจำนวนค่าจ้างรายวันคูณด้วยจำนวน 26 วัน ซึ่งเท่ากับจำนวนวันที่ ต้องทำงาน หรือต้องนำจำนวนค่าจ้างรายวันคูณด้วยจำนวน 30 วัน ซึ่งเท่ากับจำนวนวันที่ต้องทำงานรวมกับจำนวนวันหยุดประจำสัปดาห์ในแต่ละเดือน ศาลเห็นว่าในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนนั้น ค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงเดิมรวมทั้งเดือน และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ในการทำงานอื่นใด ลูกจ้างยังคงมีจำนวนวันและเวลาทำงานเท่าเดิม ค่ารักษาพยาบาล จำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดอื่น ๆ เท่าเดิมและยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น คือ หากเป็นลูกจ้างรายวันเมื่อหยุดงานหรือลากิจในวันใดจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น แต่เมื่อเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้ว หากหยุดงานหรือลากิจก็ยังคงได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน การปรับนี้จึงเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ทั้งเมื่อนำจำนวนเงินเดือนหารด้วย 30 วัน เฉลี่ยเป็นค่าจ้างในแต่ละวันแล้ว ค่าจ้างรายวันคิดเฉลี่ยได้ไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย อัตราค่าจ้างเป็นเงินเดือนนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายลูกจ้างกับโจทก์ต่างยึดถือปฏิบัติอย่างนี้ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา จึงต้องถือว่า การปรับนี้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หมวดที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวนี้จึงมีผลใช้บังคับได้และพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 35/2548

    จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

    ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามอุทธรณ์จำเลยว่า ในการปรับลูกจ้างทั้ง 60 คน จากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนตามข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยกับบริษัทไทยไนลอน จำกัด เอกสารหมาย จ.9 จะต้องนำอัตราค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 เพื่อให้เป็นค่าจ้างรายเดือนใช่หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยกับบริษัทไทยไนลอน จำกัด เอกสารหมาย จ.9 ได้แยกกรณีการขึ้นค่าแรงซึ่งก็คือค่าจ้างกับกรณีการปรับคนงานรายวันเป็นรายเดือนไว้คนละหัวข้อกันอย่างชัดเจนโดยกำหนดเงื่อนไขกรณีการขึ้นค่าแรงกับกรณีการปรับคนงานรายวัน เป็นรายเดือนแยกกันอย่างชัดเจนด้วย ไม่มีข้อความใดที่ทำให้เข้าใจได้ว่าในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนเป็นการปรับขึ้นค่าแรงหรือรายได้ที่ลูกจ้างได้รับอยู่ไปในตัวด้วยดังนั้น ในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนตามข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลเพียงทำให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิต่างๆ เพิ่มขึ้นตามที่ลูกจ้างรายเดือนของโจทก์พึงมีสิทธิได้รับเป็นต้นว่ามีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันลากิจ ซึ่งลูกจ้างรายวันไม่มีสิทธิได้รับเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการตกลงขึ้นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างจากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนโดยใช้วิธีนำค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 และถือเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างรายวันที่ปรับเป็นลูกจ้างรายเดือนด้วย เพราะหากสหภาพแรงงานผลิตเครื่องมือประมงแห่งประเทศไทยหรือโจทก์มีความประสงค์เช่นนั้นก็น่าจะต้องระบุให้การปรับขึ้นค่าจ้างจากลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนโดยใช้วิธีนำค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 และถือเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างหนึ่งลงไว้ในบันทึข้อตกลงด้วยดังนั้นในการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือน หากค่าจ้างรายเดือนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมิได้น้อยไปกว่าค่าจ้างรายวันรวมทั้งเดือนที่ลูกจ้างนั้นเคยมีสิทธิได้รับก็มิใช่เรื่องโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าหากนำเงินเดือนหารด้วย 30 เป็นค่าจ้างต่อวัน อัตราค่าจ้างต่อวันย่อมน้อมลงกว่าเดิมเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น เมื่อลูกจ้างทั้ง 60 คน ได้ปรับเป็นลูกจ้างรายเดือนแล้วการพิจารณาถึงรายได้ของลูกจ้างทั้ง 60 คน ก็ต้องพิจารณาจากค่าจ้างรวมทั้งเดือนเมื่อค่าจ้างรวมทั้งเดือนมิได้ลดน้อยลงกว่าเดิมหรือต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายย่อมมิใช่เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะนำเอารายได้ต่อเดือนหารด้วย 30 เพื่อให้เป็นอัตราค่าจ้างต่อวันและอ้างว่าอัตราค่าจ้างต่อวันลดลงไม่ได้เพราะลูกจ้างทั้ง 60 คน มิได้เป็นลูกจ้างรายวันอีกต่อไปแล้ว อีกทั้งการที่โจทก์กับลูกจ้างทั้ง 60 คน ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางการปรับลูกจ้างรายวันเป็นลูกจ้างรายเดือนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมาจึงเป็นการยอมรับแนวทางดังกล่าวร่วมกันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายอีกด้วย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 35/2548 ที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์แก่ลูกจ้างทั้ง 60 คน จึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

    พิพากษายืน

    1. เท่าที่อ่านจบ ผมคิดว่าที่น่าจะแตกต่างกันก็คือ กรณีในคำพิพากษานั้น เป็นกรณีของการเปลี่ยนสภาพจากรายวันเป็นรายเดือน ซึ่งถ้าไม่มีข้อกำหนดอะไรไว้ในระเบียบ และดูแล้วไม่เป็นโทษแก่ลูกจ้าง ก็ไม่น่าจะผิดอะไร

      แต่เรื่องของการคำนวณค่าจ้าง ระหว่างรายเดือน กับรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นคนละประเด็นกันครับ น่าจะอยู่ที่วิธีการคิดคำนวณมากกว่าเรื่องของการเปลี่ยนสภาพการจ้างครับผม เท่าที่ผมลองสอบถามจากเจ้าหน้าที่แรงงานในเขตพื้นที่ต่างๆ (ที่มักจะตอบไม่เหมือนกันเท่าไหร่) แต่กรณีนี้เขาตอบเหมือนกันหมดครับ ก็คือ การคำนวณค่าจ้างรายเดือนนั้นก็คือ การเอารายวันคูณด้วย 30 ครับผม

      ขอบคุณมากนะครับ ที่นำเอาคำพิพากษานี้มาให้อ่านกัน เป็นประโยชน์มากครับผม

ส่งความเห็นที่ janejitjum ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑