ประเด็นที่มีคำถามกันมามากต่อจากเรื่องของการประเมินผลงานก็คือ การให้รางวัลผลงาน ซึ่งการให้รางวัลผลงานนั้นปกติก็จะมีอยู่ 2 ลักษณะในองค์กรทั่วไป ก็คือ การขึ้นเงินเดือนตามผลงาน และการให้โบนัสตามผลงาน ซึ่งทั้งสองตัวนี้ ถ้าเราบริหารจัดการดีๆ จะเป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานสร้างผลงานที่ดีขึ้นได้
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆ บริษัทก็คือ เงินรางวัลผลงานโบนัสนี้ ยังทำหน้าที่ของมันได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ เพราะให้ไปแล้ว พนักงานไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องสร้างผลงานที่ดีขึ้นอย่างไร เพื่อที่จะได้มากขึ้นในปีถัดไป กลับกลายเป็นว่าพนักงานไม่ได้ต้องการจะทำงานที่ยากขึ้น แต่กลับอยากได้โบนัสมากขึ้นทุกปี
เงินโบนัสที่บริษัทจ่ายให้กับพนักงานนั้น เป็นเงินที่มาจากกำไรของบริษัท กล่าวคือ โดยปกติแล้วบริษัทจะต้องมีกำไรจึงจะมีการแบ่งส่วนกำไรนี้คืนให้กับพนักงานเพื่อเป็นรางวัลที่ช่วยกันสร้างผลกำไรให้กับบริษัท
คำถามก็คือ จะมีพนักงานซักกี่คนที่ทราบว่างานของตนเองนั้นไปมีส่วนทำกำไรให้กับองค์กรได้อย่างไร เพราะถ้าพนักงานไม่ทราบว่างานของตนเองไปมีผลต่อกำไรได้อย่างไรนั้น มันก็ยากในการที่จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าโบนัสที่เขาได้มานั้น ได้มาเพราะเหตุใด
การออกแบบการจ่ายโบนัสให้ได้ผลนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้พนักงานทราบว่า สิ่งที่เขาจะได้นั้นมันมาจากไหน และเขามีส่วนในการสร้างมันได้อย่างไร เพราะโบนัสที่ดีจะต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้พนักงานอยากทำงานมากขึ้น ถ้าอยากได้โบนัสจำนวนสูงขึ้นนั่นเองครับ
สิ่งที่ผมมักจะเริ่มต้นทำก่อนที่จะออกแบบระบบโบนัสให้กับองค์กรต่าง ๆ ก็คือ จะต้องทำเป็นแผนภูมิรูปภาพที่แสดงความเชื่อมโยงว่าผลกำไรขององค์กรนั้นมีที่มาจากอะไรบ้าง โยงกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครบทุกฝ่าย ทุกแผนก และถ้าเป็นไปได้ ก็ลงสู่พนักงานทุกคน เพื่อให้ผลงานของทุกคนเชื่อมโยงกันไปเป็นผลกำไรของบริษัทนั่นเองครับ
เมื่อพนักงานเห็นภาพรวมทั้งหมดที่ชัดเจนแล้ว การที่เราจะจูงใจด้วยการให้โบนัสตามผลงานก็จะมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม เพราะพนักงานทราบว่าถ้าเขาทำตรงนี้ได้ดี จะส่งผลไปยังกำไรของบริษัทได้นั่นเอง ถ้าเขาอยากได้โบนัสมากขึ้น แปลว่าเขาก็ต้องสร้างผลงานที่ดีขึ้นนั่นเอง
แต่หลายๆ องค์กรไม่ค่อยได้สนใจเรื่องนี้กันมากนัก เมื่อไหร่มีกำไร ก็มีโบนัสให้แก่พนักงาน เจ้าของเองก็หวังว่าพนักงานน่าจะเกิดแรงจูงใจในการช่วยกันสร้างผลงานที่ดีขึ้นในปีถัดไป แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว พนักงานกลับไม่รู้สึกอะไร แค่รู้สึกดีใจที่ได้โบนัสมากขึ้น แต่ไม่รู้สึกว่า ผลงานของเขานั้นมีส่วนช่วยให้บริษัทเกิดผลกำไรได้อย่างไร และถ้าอยากได้โบนัสมากกว่าเดิม เขาจะต้องลงมือสร้างผลงานอะไรบ้างให้องค์กรได้กำไรมากขึ้น
ผลก็คือ โบนัสที่เราจ่ายให้กับพนักงานทุกปี กลายเป็นเงื่อนไขที่พนักงานคาดหวังว่าจะต้องได้รับจากนายจ้าง โดยไม่สนใจว่าผลงานขององค์กรจะขาดทุนหรือกำไร บางแห่งขาดทุนมากมายแต่ยังต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน เพราะถ้าไม่จ่ายก็จะเกิดการนัดหยุดงาน หรือการเดินขบวนต่างๆ นานาตามมาซึ่งจะเป็นผลเสียต่อผลงานของนายจ้างมากขึ้นไปอีก
ในปัจจุบันนี้การที่เราจะให้รางวัลอะไรแก่พนักงาน องค์กรจะต้องสื่อสารที่มาที่ไปให้พนักงานได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างกำไรให้กับองค์กร และถ้าอยากได้รางวัลมากขึ้นก็ต้องพยายามทำให้องค์กรมีกำไรมากขึ้น
ไม่เช่นนั้น เงินที่องค์กรอยากใช้ในการจูงใจพนักงาน จะใช้ไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็นครับ
น่าสนใจมากทีเดียว มีตัวอย่างแผนภูมิรูปภาพ ที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงให้ดูไหมครับ
เห็นด้วยจริงๆ ค่ะ องค์กรส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ให้พนักงาน เพราะคิดว่ายังไกลตัวพนักงาน จริงๆแล้ว เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นต้องสื่อสารเป็นระยะ เพื่อพนักงานรับทราบถึงสภาพปัจจุบัน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เป็นการเตรียมการล่วงหน้าและโปร่งใส รวมถึงป้องกันการถกเถียงในภายหลัง อย่างไรก็ดี แต่ละองค์กรก็มีข้อควรระวังในแง่ของธุรกิจกับคุ๋แข่ง เพราะฉะนั้น ก็ต้องแนวทางในการสื่อสารอย่างไรให้ไม่มีผลเสียตามมา
รบกวนถามหน่อยคะ เราจะใช้อะไรเป็นตัววัดได้ว่า พนักงานคนหนึ่งๆ เขาทำกำไรให้กับบริษัทฯ ได้เท่าไหร่ แล้วเขาจะได้ผลตอบแทน คือ โบนัสตามผลงาน ที่เป็นการแบ่งผลกำไรให้กับคนๆนั้น เรื่อง KPI จะเกี่ยวกันหรือไม่คะ ขอบคุณคะ
ปกติเราดูผลงานของพนักงานน่ะครับ พนักงานแต่ละคน ถ้าทำผลงานได้ดี ก็ถือว่าเขาได้ช่วยบริษัทให้ได้ผลงาน ดังนั้นก็เลยเอาตรงนี้มาใช้ในการจ่ายโบนัสครับ