สมองคนเราเติมความรู้ได้โดยไม่มีวันเต็ม สิ่งที่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาตร์ได้พิสูจน์มาแล้ว สมองยิ่งใช้ยิ่งดี ยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่บางคนสมองดีมาก แต่ไม่เคยฝึกฝนเลย มัวแต่คิดว่าตนเองสมองดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนหรือเรียนรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว คนๆ นี้ไม่นาน สมองจะเริ่มฝ่อ และหดตัวลงเรื่อยๆ
ผิดกับคนที่คิดว่าตนเองสมองไม่ค่อยจะดี ก็เลยฝึกฝนสมองตัวเองอยู่ทุกวัน คนๆ นี้สุดท้ายแล้วจะมีสมองที่ดีขึ้นทุกๆ วัน วิธีการฝึกสมองทางหนึ่งที่ทำได้ทุกวันก็คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่ตนเองไม่เคยรู้มาก่อน ศึกษา และคิดตาม เพื่อให้สมองได้มีรอยหยักมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ปัญหาของคนที่สมองดี และคนเก่งๆ ก็คือ เขาจะมีความมั่นใจในตนเองมากในความเก่งกาจของตนเอง ผลก็คือ เขาจะมองคนอื่นแบบด้อยกว่าเสมอ และพยายามเอาความเก่งของตนเองมาเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลที่ทำให้คนอื่นเถียงไม่ออก
พอมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มไม่ฟังคนอื่น เวลามีคนอื่นมาแนะนำ มาสอน เขาจะรู้สึกว่า ทำไมต้องไปฟังคนเหล่านี้ด้วย ทั้งๆ ที่เขาเองก็เก่งกว่าคนเหล่านี้ตั้งเยอะ ในที่สุดความรู้ต่างๆ ของเขาก็จะอยู่กับที่ ไม่มีการพัฒนาต่อยอดอะไรได้อีกเลย เนื่องจากเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองรู้ และไม่เคยคิดจะพัฒนาความรู้ให้ต่อยอดออกไปในหลายๆ ทาง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ พฤติกรรมแบบ “น้ำเต็มแก้ว” ไม่มีการรินเอาน้ำเก่าๆ ออก และเติมน้ำใหม่ เพราะน้ำเก่าๆ ถ้าไม่มีการระบายถ่ายเท สุดท้ายมันก็เน่าครับ ฉันใดฉันนั้น ความรู้เก่าๆ ที่ล้าสมัยไปแล้วก็ต้องมีการพัฒนาต่อยอดออกไป ความรู้เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว อาจจะเอามาใช้ในสมัยนี้แทบไม่ได้เลยก็มีครับ
มีความรู้ต่างๆ มากมายที่รุ่งเรืองในอดีต แต่ถ้าคนที่มีความรู้นั้นไม่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ก็จะไม่สามารถที่จะปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องของ ชวเลข โทรเลข พิมพ์เขียว ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามา และทำให้งานสะดวกขึ้น ซึ่งวิชาชีพที่กล่าวมาก็แทบจะไม่มีการว่าจ้างการในองค์กรทั่วๆ ไปแล้ว ใครที่มั่นใจในความรู้ที่ตนมีโดยไม่ยอมที่จะพัฒนาตนเองเพื่อให้ทันยุคทันสมัย ยังคงรักษาน้ำในแก้วของตนเองอย่างเต็มที่ ในที่สุดน้ำนั้นก็จะเน่าเสีย และใช้อะไรไม่ได้อีกต่อไปครับ
หรือในกรณีเทคโนโลยีแบบ Analog ซึ่งเคยรุ่งเรืองในสมัยหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน ถ้าคนเก่งระบบ Analog แล้วไม่ต่อยอดความรู้ไปในเร่ื่องระบบ Digital ก็อาจจะมีปัญหาในการทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ่ายเอกสารที่เคยเป็นแบบ Analog มาก่อน แต่ปัจจุบันเริ่มเป็นระบบ Digital มากขึ้นและเริ่มมีการต่อเชื่อมกับระบบ network ของบริษัทมากขึ้น คนที่ไม่พัฒนาความรู้ของตนเองให้ทันยุคทันสมัย ก็อาจจะมีปัญหาในการทำงานได้
สิ่งที่เขียนมาก็เพื่อที่จะให้ท่านผู้อ่านได้เปิดใจให้กว้าง รับเอาความคิดเห็นและแนวคิดใหม่ๆ จากพนักงานรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาทำงาน เพื่อจะได้เป็นการต่อยอดความรู้ที่ตนมีให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา การที่เราไม่เปิดใจ ไม่เทน้ำเก่าออกไปจากแก้วบ้าง จะทำให้เราวนเวียนอยู่กับความรู้เดิมๆ ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองเลย
ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมเคยรู้ เคยได้ยินเรื่องของ น้ำเต็มแก้วมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ได้ยินมาแล้ว เอามาปฏิบัติจริงๆ หรือเปล่านั้นก็อีกเรื่อง บางคนปากก็พูดว่าให้เปิดใจรับฟัง แต่พอมีพนักงานมานำเสนอความคิดใหม่ๆ ตนเองกลับไม่เปิดใจรับฟัง เพราะคิดว่าเขาเป็นเด็ก เราอาบน้ำร้อนมาก่อน สุดท้ายก็เลยไม่เกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นเลย
ก็เลยเอานิทานเซ็นเรื่องหนึ่งมาให้อ่านกันครับ อ่านแล้วก็อ่านอีก เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันกันครับ
แต่ก่อนมีบัณฑิตผู้มีความรู้สูงคนหนึ่ง เนื่องจากอยากหาความรู้ทางด้านการนั่งฌานสมาธิ จึงไปเยี่ยมคำนับพระอาจารย์ผู้ชำนาญทางฌานสมาธิ พระอาจารย์เห็นบัณฑิตมีความสนใจทางนี้ก็มีความยินดี บัณฑิตหนุ่มมีคำถามมากมาย และโต้แย้งกับทางพระอาจารย์ในเรื่องของฌานสมาธิ อีกทั้งยังมีการท้าทายในหลายๆ เรื่อง
พระอาจารย์จึงนิ่งเงียบและต้อนรับบัณฑิตผู้คิดว่าตนเองมีความรู้สูงด้วยน้ำชาจีน พระอาจารย์ได้รินน้ำชาใส่จอกให้บัณฑิต แม้ว่าน้ำชาจะเต็มจอกแล้ว แต่ท่านก็ยังรินใส่ไปเรื่อย จนล้นจอกแล้วก็ยังไม่มีทีที่ท่าว่าจะหยุดริน จนบัณฑิตอดรนทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นว่า
“อาจารย์ครับ น้ำชาล้นจอกแล้วอย่ารินอีกเลย”
พระอาจารย์หัวเราะกล่าวว่า “โยมเอ๋ย ฌานสมาธิเป็นวิชาที่ยากจะเข้าใจอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับวิชาทางโลก ดังนั้นการจะถามฌานสมาธิ ขั้นแรกจะต้องปล่อยใจให้ว่างเปล่า อย่างเช่นโยมขณะนี้สมองเต็มไปด้วยวิชาความรู้ และความคิดเห็นของตนเอง แบบนี้จะให้อาตมาสอนอะไรได้อีกเล่า เว้นแต่ว่าโยมจะสามารถทำสมองให้ว่างเปล่าจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในขณะนี้เสียก่อน มิเช่นนั้นอาตมาก็ไม่มีทางสอนอะไรให้ได้ ถึงแม้ว่าอาตมาสอนก็คงเหมือนเช่นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ สุดท้ายก็ไม่เกิดประโยชน์ โยมลองนึกคิดดูสิ น้ำชาเต็มจอกแล้วยังสามารถจะใส่น้ำชาได้อีกไหม?”
เหมือนที่สตีฟจ๊อบเคยกล่าวไว้
“จงทำตัวให้เหมือนเด็กทารกที่เกิดใหม่ และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา”
เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่า ความรู้จะไร้ขอบเขต หากเราเปิดใจรับมัน
น้อบน้อมต่อความเป็นจริงที่ปรากฏด้วยหลักเหตุผลที่พิสูจน์รู้ได้ด้วยตัวเอง
อยากจะบอกว่าเนื้อหาดีค่ะ แต่ผู้เขียนรู้ไหมคุณกำลังดูถูกนักชวเลขอย่างตัวดิฉัน คุณรู้ได้อย่างไรว่านักชวเลขเปรียบเหมือนน้ำเต็มแก้ว รู้ได้อย่างไรว่านักชวเลขไม่มีการพัฒนาสักแต่จะเอามาเขียนบล็อกตัวเอง. คนอายุ 30 ปีต้น ๆ อย่างดิฉันคนหนึ่งที่ยังคงติดตามอ่านอะไรต่าง ๆ ที่มีคำว่า ชวเลข แล้วมาเจอการเขียนเปรียบเปรยที่ไม่เหมาะสม. ออกมารบข้่อความเสีย หรือแก้ไขข้อความเสียใหม่ จะหาว่าไม่บอกก่อนไม่ได้นะ ลืมไป ทุกสถานที่ทุกองค์กรมีกันทั้งนั้น บุคคลประเภท น้ำเต็มแก้ว จริงไหม?
ผมต้องขออภัยนักชวเลขรัฐสภาด้วยนะครับ ที่ทำให้เข้าใจผิด ผมไม่ได้้ต้องการบอกว่านักชวเลขเป็นคนที่น้ำเต็มแก้วเลยนะครับ ถ้าพิจารณาจากข้อความที่ผมเขียนให้ชัดเจน (ผมลองกลับไปอ่านที่ผมเขียนอีก 2-3 รอบ ก็พบว่าไม่ได้มีความหมายว่านักชวเลขเป็นคนที่น้ำเต็มแก้วเลยครับ)
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นนักชวเลข พนักงานโทรเลข พนักงานพิมพ์เขียว (ซึ่งปัจจุบันไม่มีการจ้างกันมากแล้ว) หรือแม้กระทั่งวิชาชีพอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ระบุ และแม้กระทั่งงานของผมเองก็ตาม ถ้าทำตนเองเป็นแบบน้ำเต็มแก้วมันก็ไม่มีประโยชน์ในการพัฒนาความรู้และชีิวิตการทำงานของตนเองครับ
ผมต้องขออภัยอีกครั้งถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี ผมไม่มีเจตนาจะลบหลู่วิชาชีพใดๆ เลย เพียงต้องการจะสื่อให้บุคคลทั่วไปทราบว่าอย่าทำตัวแบบน้ำเต็มแก้วก็เท่านั้นเองครับ
ขอโทษด้วยครับ
เรียนคุณนักชวเลขรัฐสภาอีกครั้ง
ผมได้ปรับเนื้อหาในบทความแล้วนะครับ จะได้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายครับผม
ขอบคุณสำหรับ comment นะครับ
ดิฉันว่านักชวเลขรัฐสภานี่แหละค่ะที่เรียกว่าน้ำเต็มแก้ว เพราะเจ้าของ blog เขาไม่ได้เขียนเลยสักนิดว่านักชวเลขคือคนที่น้ำเต็มแก้ว แค่เปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้น ถ้าคุณเป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาก็ไม่น่าจะร้อนตัวนี่ค่ะ
เป็นบทความที่ให้ข้อคิดที่ดีครับ เห็นภาพครับ แต่คุณนักชวเลขนี่สิครับ ผมว่านี่แหละน้ำเต็มแก้วจริงๆ ไม่อ่านให้ดีเสียก่อน ผมคิดว่าเจตนาของผู้เขียนไม่ได้ต้องการสื่อในแบบที่คุณคิดเลย ถ้าคุณไม่เต็มแก้วก็จบ จะกินปูนร้อนท้องไปทำไม
จะบอกว่านายผมก็เป็นนักชวเลข เรียกได้่ว่า จดชวเลขเร็วเป็นลิงเลย ได้รางวัลมาเยอะในการแข่งขันจดชวเลขในอดีต ท่านเองยังพูดเลยว่า พอเครื่องบันทึกเสียงเกิดขึ้นในสมัยนั้น ท่านก็รู้แล้วว่าอาชีพนี้ไม่น่าจะโตได้อีกแล้ว แต่ท่านน้ำไม่เคยเต็มแก้วครับ พัฒนาตนเองไปในทางอื่น โดยยังคงรักษาความรู้ทางชวเลขไว้ จนในปัจจุบันตอนนี้่ท่านเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทแห่งหนึ่งไปแล้ว
ผมว่าถ้านายผมได้อ่านบทความนี้ท่านก็คงเห็นด้วย เพราะผมได้ยินนายพูดบ่อยมาก ว่าถ้าไม่ปรับตัวให้ทันสมัย ความรู้ที่เราเคยมี เคยเก่ง ก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีใครมาใช้เราด้วย และจริงๆ ไม่ว่าวิชาชีพไหนๆ ก็เหมือนกันแหละครับ ถ้าไม่พัฒนาตนเอง ก็จบครับ
อยากให้คุณนักจดชวเลขเปิดใจให้กว้างนะครับ อ่อ คำว่า “รบ” น่ะครับ น่าจะแก้ให้ถูกต้องด้วยนะครับว่า “ลบ” มากกว่านะครับใน comment ของคุณเองน่ะครับ เขียนภาษาไทยยังไม่ถูกเลยน่ะครับ
พี่นักชวเลขรัฐสภาอย่าคิดมากเลยนะคะถ้าดิฉันเป็นพี่นะคะ จะรู้สึกดีและภูมิใจมากที่วิชาชีพของตนเองนั้น ได้มีโอกาสเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้แก่ผู้อื่นได้ แสดงว่าเป็นวิชาชีพที่ใคร ๆ รู้จักดีค่ะ และชื่อวิชาชีพของเรายังสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้อีกด้วยค่ะ ถือว่าได้กุศลเพิ่ม ผ่านเจ้าของ blog นะคะ
ใช่ค่ะเราต้องทำตัวไม่ให้น้ำเต็มแก้วแล้วพร้อมที่จะเรียนรู้ๆๆ อย่างค่ะ