วันนี้นำเอาประสบการณ์ และคำถามของผู้บริหารท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเลยครับ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านได้พยายามปรับปรุงวิธีการบริหารลูกน้องของท่านใหม่ หลังจากที่ได้อ่านบทความ และได้เข้าชั้นเรียนฝึกอบรมในเรื่องของการเป็นหัวหน้างานที่ดี โดยเรื่องที่ท่านพยายามนำไปใช้เป็นเรื่องแรกก็คือ การให้คำชมเชยกับพนักงานที่ทำงานได้ดี
ผู้บริหารท่านนี้เล่าให้ฟังว่า โดยปกติท่านจะไม่เคยชมเชยพนักงานมาก่อนเลย หลังจากที่ได้เรียนรู้วิธีการในการเป็นหัวหน้างานที่ดีแล้ว ก็เห็นว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนเองจะต้องปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะว่าคำชมเชยนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับพนักงานอย่างมหาศาล
จากนั้นท่านก็เริ่มชมเชยพนักงานมากขึ้น เวลาลูกน้องของท่านทำงานได้ดี หรือส่งงานก่อนเวลา และงานที่ทำก็ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ ก็เรียกพนักงานมาชมเชยต่อหน้าทีมงาน
ผลที่เกิดขึ้นคืออะไรทราบมั้ยครับ ท่านเล่าว่า หลังจากที่ทำแบบนี้ไปได้ประมาณ 2 วันก็เริ่มได้ยินเสียงสะท้อนกลับมาว่า นายเป็นอะไรก็ไม่รู้ ท่าทางไม่ค่อยจะปกติเท่าไร ปกติไม่เคยชมเวลาทำงานเลย แต่นี่เริ่มมีคำชมเชย ก็เลยรู้สึกแปลกๆ ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานที่ได้รับคำชมยังรู้สึกว่า ไม่ค่อยได้รับความจริงใจจากนายสักเท่าไร ท่านเล่าว่าเคยได้ยินมากับหูเลยว่า “ชมแบบนี้ ไม่ต้องมาชมกันยังจะดีซะกว่า”
ผมก็เลยสอบถามท่านดูว่า ท่านรู้สึกอย่างไรในการให้คำชมเชยพนักงาน จากที่ไม่เคยให้มาก่อนเลย ท่านก็ตอบว่า ท่านเองรู้สึกเกร็งๆ ฝืนๆ ไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไร และบางครั้งก็ต้องแสร้งชม บางครั้งก็อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานกว่าจะหลุดปากชมออกไปได้ พอออกปากชมไปแล้วก็รีบเดินหลบเข้าในห้องของตนเองทันที
เห็นแบบนี้ก็พอจะนึกสภาพออกว่าทำไมพนักงานถึงรู้สึกไม่ค่อยดีกับคำชมของนายสักเท่าไร ก็เพราะคำชมที่ออกมานั้นออกมาแบบไม่ค่อยเต็มที่ พนักงานก็เลยรู้สึกไม่ค่อยเต็มที่เหมือนกัน
ผมก็เลยบอกต่อไปว่า อย่าเพิ่งเลิกพฤติกรรมชมเชยนะครับ เพราะบางคนเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้ว ก็เลยพาลเลิกไปเลย เพราะคิดแค่เพียงว่า “ตั้งใจทำดีแล้วกลับไม่ได้ดีตอบมา” อย่าเพิ่งเลิกนะครับ เพราะการเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากมากกว่าการเลิก และเมื่อเราเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพยายามต่อไปครับ แล้วพนักงานจะเห็นเองว่า เราให้คำชมเชยด้วยความจริงใจจริงๆ
สิ่งที่สำคัญก็คือ คนที่จะให้คำชมเชยคนอื่นนั้น จะต้องรู้สึกยินดีไปกับสิ่งที่พนักงานทำได้ดีด้วย ไม่ใช่รู้สึกอิจฉาที่เขาทำได้ดีกว่าเรา หรือรู้สึกว่า เก่งเกินหน้าเกินตาเรา เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีความรู้สึกอย่างที่ว่าในใจ แล้วพูดคำชมออกมา คำชมที่ออกมานั้นจะไม่ได้ออกมาจากใจจริงๆ สีหน้า แววตา น้ำเสียง มันก็จะฟ้องครับว่าเราไม่ได้ชมด้วยความจริงใจ ถ้าเราไม่ใช่ดาราฮอลิวูดส์ ผมเชื่อว่าน้อยคนที่จะปิดบังสิ่งเหล่านี้ได้มิดครับ
ดังนั้นถ้าเราจะชมเชยพนักงาน เราจะต้องพูดชมเชยออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ไม่มีการฝืนใจพูด ไม่คิดหวังผลประโยชน์จากคำชมนั้น และที่สำคัญก็คือ ต้องไม่เสแสร้งแกล้งชม ถ้าเราชมด้วยความรู้สึกจริงใจ และบริสุทธ์ใจจริงๆ แม้ว่าจะมีความรู้สึกขัดๆ และอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่บ้างในระยะแรกๆ แต่พนักงานเขาสามารถรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเรา และเขาจะรับรู้ได้อีกว่า นายกำลังพัฒนาตัวเองอยู่ เพื่อให้เป็นนายที่ดีนั่นเองครับ
ขอนอกเรื่องค่ะ ตอนนี้ที่บริษัทมีปัญหากับ พนง ประเภทหวงวิชา จะทำอย่างไรดี
ปล ที่บริษัทมีพนง ตำแหน่งนั้นๆแค่คนเดียว ไม่เคยหมุนเวียนกันทำงานเป็นเวลา 6-7ปี พนง คนที่หวงวิชามีจุดอ่อนตรงไม่ได้ภาษาต่างประเทศ และไม่ขนขวายที่จะรับสิ่งใหม่ๆ และยังกลัวว่าตัวเองจะถูกลงความสำคัญลง เพราะผู้บริหารชุดเก่าจะให้ความสำคัญเขามากเกิน (ตอนนี้เปลี่ยนผู้บริหารใหม่)ดังนั้นเขาคิดว่าเขาสำคัญมากหากไม่มีเขา บริษัทก็อยู่ไม่ได้ ขอคำแนะนำของคำว่า leadership ในกรณีนี้ด้วยค่ะ
ครับ ผมว่าผมเคยเจอครับ
สำหรับพนักงานเหล่านี้ ให้เขาหมุนงานเลยครับ
ให้ลองทำ งานใหม่ๆ ดู โดยให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับพนักงานอื่น
ทั้งนี้ผู้บริหารชุดใหม่ คงไม่ยากถ้า ผู้บริหารทราบว่าพนักงานคนนี้เป็นอย่างไร
ทั้่งนี้อยู่ที่ ผู้บริหาร หรือ คนที่เป็นหัวหน้า มีความเข้าใจในสถานการณ์
อย่าทำโดย พละการเท่านั้นเอง
เพราะว่าคนทำ หรือคนที่พยายามเปลี่ยนจะเสียหาย
เพราะว่าผู้บริหารไม่รับทราบ ด้วย
ปัญหานี้ผู้บริหารจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากหน่อยนะครับ เป้าหมายก็คือ เราจะต้องให้พนักงานคนนี้ถ่ายทอดความรู้ที่เขามีให้กับคนรุ่นหลังๆ ดังนั้น ถ้าเขากลัวว่าจะไม่ได้รับความสำคัญ เราก็ให้ความสำคัญเขาซะ โดยที่อาจจะให้เขาเป็นครูฝึกพนักงานใหม่ที่ทำงานนั้น เพื่อให้เขาถ่ายทอดความรู้ในการทำงานให้กับคนอื่น
โดยผู้บริหารจะต้องบอกกับพนักงานคนนี้ตรงๆ ว่า เขาเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ก็เลยให้เขาทำหน้าที่ในการถ่ายทอดวิชาที่เขามีให้กับคนอื่นด้วย โดยตั้งเป้าหมายกับพนักงานคนนี้ไปเลยว่า ในแต่ละปีจะต้องพัฒนาพนักงานสักกี่คน และมีการทดสอบความรู้ด้วย และถ้าพนักงานคนนี้ทำหน้าที่ถ่ายทอดได้ดี ก็ให้รางวัลตามระบบของบริษัทได้ครับ วิธีนี้ก็น่าจะพอช่วยไม่ให้ความรู้หายไปกับพนักงานคนเดียว และเขาเองก็ยังคงได้รับความสำคัญอยู่ครับ