พนักงานรายเดือน ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง 300 บาทจริงหรือ

หลังจากที่ได้เขียนเรื่องราวของผลกระทบในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทนั้น ก็มี Feedback มากันอย่างมากมายทีเดียว แต่ก็มีบางองค์กรก็ยืนยันมาว่า บริษัทเขาไม่น่าจะได้รับผลกระทบในการปรับเป็น 300 บาทต่อวัน เพราะบริษัทไม่ได้จ้างพนักงานรายวันเลย มีแต่รายเดือน แต่จริงๆ แล้วพนักงานรายเดือนก็ได้รับผลกระทบครับ

ลองนึกถึงทุกครั้งที่มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสิครับ พนักงานรายเดือนที่มีผลกระทบกับอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลังๆ นี้ก็คือ พนักงานรายเดือนในระดับ ปวช. ปวส. ที่เรารับเข้ามาทำงานเป็นพนักงานรายเดือน ในช่วงปีที่ผ่านมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 215 บาทต่อวัน คิดเป็นรายเดือนก็คือ 6,450 บาท และเดิมทีเราเคยจ้างระดับ ปวช. จบใหม่ที่ 6,200 ซึ่งเมื่อหาร 30 (เพราะเป็นพนักงานรายเดือน) จะเท่ากับ 207 บาทต่อวัน ซึ่งจะเห็นว่าน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ 215 บาท ดังนั้นพนักงานรายเดือนที่ระดับ ปวช. นี้ก็ถูกปรับขึ้นมาเพื่อหนี อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ที่ประกาศออกมา

แล้วในกรณี 300 บาทต่อวัน คิดเป็นรายเดือนก็คือ 9,000 บาทต่อเดือน แปลว่าในอนาคตเราต้องจ้างพนักงานเริ่มต้นที่ 9,000 บาทต่อเดือนกันเลยทีเดียว เนื่องจากถูกกำหนดมาแล้วว่าห้ามต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน แปลว่า พนักงานรายเดือนของเราที่เราจ้างกันอยู่ที่ต่ำกว่า 9,000 บาทนั้น จะต้องถูกปรับให้สูงขึ้น เนื่องจากขั้นต่ำใหม่ไล่มาแล้ว ถ้าเราจ้างเท่าเดิม ก็จะทำให้พนักงานในระดับล่างได้รับค่าจ้างต่อวันที่สูงกว่ารายเดือน ถามว่า แล้วพนักงานรายเดือนเหล่านั้นจะยอมหรือครับ

พอพนักงานระดับ ปวช. ปวส. ได้รับการปรับ มันก็จะกระทบมาโดนพนักงานในระดับปริญญาตรีอีกระลอกหนึ่ง บริษัทก็ต้องปรับหนีกันออกไปอีก เพราะไม่เช่นนั้น เงินเดือนพนักงานก็จะใกล้กันมาก ทั้งๆ ที่งานมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน เรียกว่ามีผลกระทบกันเป็นลูกโซ่เลยครับ

ดังนั้นบางบริษัทที่คิดว่า เราจ้างแต่พนักงานรายเดือน แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบนั้น อาจจะต้องคิดใหม่ให้ดี จะมีบ้างในบางบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจ้างเป็นรายเดือน และอัตราค่าจ้างก็สูงกว่า 20,000 บาทต่อเดือนไปแล้ว ก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก

แต่ถามว่าจะมีสักกี่บริษัทที่เข้าในกรณีข้างต้น จากการที่ผมได้ทำการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนมาทุกปี และได้เห็นตัวเลขค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทต่างๆ มากว่า 500 บริษัท ผมบอกได้เลยว่า กว่า 95% ของบริษัทเหล่านั้น ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแน่นอนครับ ไม่ว่าบริษัทเราจะจ้างแต่รายเดือนก็ตามครับ

ดังนั้นสิ่งที่ HR จะต้องรีบดำเนินการในช่วงนี้ก็คือ คำนวณเงินงบประมาณที่จะต้องใช้อย่างรอบคอบ ทั้งรายวัน รายเดือน ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนั้นก็ต้องรีบหามาตรการที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่รอดให้ได้ ในภาวะที่ต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้นโดยที่ไม่มีผลผลิตที่สูงขึ้นตามไปด้วยนี้

ผมเชื่อว่านายจ้างไม่ค่อยจะงกกันหรอกนะครับ เพียงแต่อัตราที่ปรับนั้นมันแรงมาก ปรับทีเดียววันละ 85 บาท (อัตราในกทม.) ก็เลยทำให้ต้นทุนสูงขึ้นทันที โดยที่ไม่ได้มีผลผลิต หรือ Productivity ที่สูงขึ้นตามมาด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น โดยที่ไม่ได้มีผลงานที่มีมูลค่าเพิ่มมาจากพนักงานเลย

ผมเชื่อว่า นายจ้างส่วนใหญ่ตอนนี้ก็คงจะกำลังหาวิธีการที่จะได้มูลค่าเพิ่ม จากการที่ค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นในครั้งนี้ หรือไม่ก็ทำให้ต้นทุนอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้เหมือนเดิม

ทางหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาหน่อยก็คือ การพัฒนาพนักงานให้สามารถทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยให้ค่าจ้างที่สูงขึ้น และจ้างพนักงานให้น้อยลงกว่าเดิม ผมเชื่อว่าถ้ารัฐปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจริงๆ ก็จะมีส่วนทำให้การวางแผนกำลังคน และว่าจ้างพนักงานของแต่ละบริษัทเกิดความรัดกุมยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จากเดิมอาจจะเคยจ้างกันโดยไม่ค่อยดูอะไรมาก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้คงจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องคำนึงถึง Productivity ที่ออกมาของพนักงานแต่ละคนด้วย

3 ความคิดเกี่ยวกับ "พนักงานรายเดือน ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง 300 บาทจริงหรือ"

Add yours

  1. เห็นด้วยครับ บางบริษัท ไม่เคยมีการฝึกอบรมพัฒนาอะไรให้พนักงานเลย แล้วก็บ่นว่าพนักงานทำงานแล้วไม่มีการพัฒนาฝีมือ พอค่าจ้างขึ้นก็อ้างว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต้องขูดรีดผลงานโดยให้พนักงานทำงานหนักขึ้น ทางที่ดีควรช่วยกันทั้งสองฝ่ายทั้งนายจ้างลูกจ้างในการพัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น สมกับค่าตัวที่แพงขึ้น

  2. บริษัทผมเป็นบริษัทเล็กๆครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาฝีมือพนักงาน ให้สอดคล้องกับค่าแรง แต่ในบางตำแหน่งงานต้องยอมรับว่าเป็นงานกรรมกรจริงๆครับ ลองคำนวณดูแล้วผลงานที่ออกมายังไงก็ไม่คุ้มกับ 300 บาท จะเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรก็ไม่ค่อยมีทุน คงต้องใช้บริการแรงงานต่างด้าว แต่เห็นใจพนักงานมากครับเพราะส่วนใหญ่เป็นคนพื้นที่บ้านอยู่แถวๆโรงงาน เราเลิกจ้างพวกเค้าคงลำบาก แต่ถ้ายังเป็นอย่างงี้ คงต้องจำเป็นต้องลดพนักงานลงบ้าง อาจารย์เห็นว่าไงครับ

    1. แนวทางที่คุณ Kiatt ว่ามานั้นก็ถือว่าเป็นแนวทางที่บริษัทส่วนใหญ่เขากำลังพิจารณากันอยู่เช่นกันครับ นอกจากการเลิกจ้างบางส่วน ก็อาจจะมีการ outsource งานบางส่วนออกไปให้กับบริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการแทน หรือบางแห่งก็บอกว่า อาจจะต้องมีการให้ 1 คนรับงานมากขึ้นกว่าเดิม ก็คืองานง่ายๆ บางอย่างที่เคยทำกันคนละงาน ก็อาจจะต้องมีการควบรวมงานเข้าด้วยกัน เพื่อใช้คนให้คุ้มมากขึ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะเอาเปรียบพนักงานนะครับ) ทั้งนี้ก็เพื่อปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดในช่วงระยะแรกก่อนครับ

ส่งความเห็นที่ prakal ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑