มุมมองที่ต่างกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

ผมเขียนเรื่องของหัวหน้ากับลูกน้องมาหลายบทความ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ ความคาดหวังระหว่างกัน ฯลฯ รวมทั้งมีข้อเขียน และทฤษฎีมากมายที่ว่าด้วยทักษะในการเป็นหัวหน้างานที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วนั่นก็คือ การเรียนรู้ในมุมมองของคนที่เป็นหัวหน้าเพียงมุมเดียว

สิ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยได้รับการฝึกอบรม หรือให้ความรู้ก็คือ ทักษะในการเป็นพนักงานที่ดี หรือทักษะในการเป็นลูกน้องที่ดี มันเหมือนกับว่า คนเราทุกคนสามารถเป็นลูกน้องที่ดี โดยไม่ต้องมีการฝึกอบรมกันเลย แต่พอจะเป็นหัวหน้ากลับต้องมาเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

ผลก็คือ มุมมองของทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกันมากน้อยสักเท่าไรนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับว่าหัวหน้าคนนั้นสื่อความกับลูกน้องมากน้อยสักเพียงใดด้วย

ผมเองได้เก็บข้อมูลมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องในเรื่องต่างๆ ไว้ดังต่อไปนี้ครับ

  • หัวหน้าคาดหวังให้ลูกน้องต้องทำผลงานได้มากกว่ามาตรฐานที่กำหนด แต่ลูกน้องมองว่าทำแค่มาตรฐานก็เหนื่อยแล้ว จะทำให้ดีขึ้นไปอีกทำไม
  • หัวหน้ามักจะคาดหวังให้ลูกน้องนำเสนอทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ลูกน้องกลับมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะต้องหาทางแก้ไขเอง เพราะถ้าลูกน้องแก้ไขได้ ก็แปลว่าไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้า
  • หัวหน้ามักจะให้ลูกน้องนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ในการทำงาน แต่ลูกน้องกลับมองว่าแค่สิ่งเดิมที่ทำอยู่นั้นทำให้ดีเสียก่อนเถอะ
  • หัวหน้ามักจะบอกลูกน้องว่า ก่อนที่จะเอางานมาเสนอ ให้คิดให้รอบเสียก่อนแล้วค่อยมาเสนอ แต่ลูกน้องกลับมองว่า ถ้าคิดได้รอบแบบนั้นจริงๆ ก็คงไม่ต้องมาดำรงตำแหน่งลูกน้องแบบนี้หรอก
  • หัวหน้ามักจะคาดหวังให้ลูกน้องตัดสินใจในงานบางอย่าง แต่ลูกน้องกลับอยากให้หัวหน้าสั่งการมาเลยว่าจะเอายังไงกันแน่ เพราะถ้าตัดสินใจได้เอง ก็คงไม่ต้องมีหัวหน้าอีกต่อไป
  • หัวหน้ามักจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องถามในกรณีที่ไม่เข้าใจ หรือมีปัญหาในการทำงาน แต่ลูกน้องกลับมองว่า ถามทีไร ก็โดนสวนกลับมาทุกทีว่า “ทำไมไม่รู้จักคิดเองบ้าง” ก็เลยวางตัวไม่ถูกเลย

ผมคิดว่าท่านผู้อ่านอาจจะมีประเด็นมากกว่าที่ผมเขียนมาก็เป็นได้ ก็แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ

ประเด็นที่อยากจะเน้นก็คือ ทำไมหัวหน้ากับลูกน้องถึงไม่มองไปในทางเดียวกัน เท่าที่หาสาเหตุมาไม่ว่าจากตัวเอง และจากหัวหน้างานขององค์กรต่างๆ ก็พบว่า สาเหตุหลักน่าจะมาจากการขาดการสื่อความซึ่งกันและกันอย่างเปิดเผยระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

พูดง่ายๆ ว่า ต่างฝ่ายต่างคิดกันไปเองว่า เขาจะต้องทำให้เราในแบบนั้นแบบนี้ โดยไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันเลย พอต่างคนต่างคิดปัญหาก็เกิดทันทีครับ เพราะความคาดหวังของแต่ละคนนั้นไม่มีทางเหมือนกันไปได้เลยครับ

ดังนั้นถ้าจะลดปัญหาเรื่องของการคิดไปเอง คาดหวังกันไปเอง หรือความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ต้อง การเพิ่มการสื่อความกันอย่างเปิดเผย และถี่มากขึ้นกว่าเดิม อย่าให้เกิดการคิดไปเองเด็ดขาด เพราะมิฉะนั้นแล้วความขัดแย้งในการทำงานก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

ตัวอย่างเรื่องของการพยายามให้ลูกน้องได้คิด และตัดสินใจเองนั้น หัวหน้างานก็มองว่า จะได้เป็นการพัฒนาตัวลูกน้องเองให้เกิดความก้าวหน้าในการทำงาน และเป็นการสร้างศักยภาพในอนาคตของตัวลูกน้องเอง แต่ถ้าเราไม่บอกลูกน้องเลยสักคำ ลูกน้องก็จะคิดไปเองว่า “เราไม่ได้เป็นหัวหน้าสักหน่อย ทำไมมาให้เราคิด มาให้เราตัดสินใจ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มันเป็นงานของหัวหน้าทั้งนั้น”

แต่ถ้าเราเรียกลูกน้องคนนี้มาพูดคุยว่า เราเห็นแววในการเติบโตของเขา ก็เลยอยากให้เขาได้ใช้แววที่มีอยู่นั้นในการคิด และตัดสินใจในงานบางงาน เพื่อจะได้เป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานในอนาคตของเขา ในการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ผมคิดว่า ถ้าเราบอกลูกน้องเราแบบนี้ เขาจะเข้าใจ และยิ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เขาทำมากขึ้นด้วย ปัญหาความขัดแย้งและมุมมองที่ต่างกันดังที่กล่าวมาข้างต้นก็จะไม่เกิดขึ้น

สุดท้ายก็จะมีแต่ความเข้าใจกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องครับ

4 ความคิดเกี่ยวกับ "มุมมองที่ต่างกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง"

Add yours

  1. หวัดดีครับ เราชื่อเดย์อยู่พัทยา อยากรู้ว่า กรณีหวัหน้ากลับมาเป็นลูกน้องต้องทำตัวอย่างไรให้ดีครับ และผู้ใหญ่ในสายงานนี้บอกแบบในๆให้กลับมาเป็นหวัหน้าในฐานนะที่ทุกคนยอมรับด้วย เครียมากครับ แนะนำหน่อยครับ

    1. ก็ต้องคุยกันให้มากขึ้น เข้าใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้นครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคงต้องปรับเปลี่ยนมุมมมอง และทัศนคติก่อนน่ะครับ เพื่อลูกน้องจะได้ปรับตามได้

ส่งความเห็นที่ Carlos Thosapol Pichaipan ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑