ปัจจุบันนี้ระบบบริหารผลงานมีหลายบริษัทนำเอามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทที่นำมาใช้ต่างก็ป่าวประกาศว่าบริษัทของเราใช้ระบบบริหารผลงาน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังคงเป็นการประเมินผลงานเหมือนเดิม เพียงแต่มีตัวชี้วัดผลงานเกิดขึ้นมา และอาจจะมีการแจ้งผลงานตอนปลายปีเกิดขึ้นอีกหน่อย จากที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย จริงๆ แล้วมันก็คือระบบประเมินผลงานแบบเดิมๆ เพียงแต่ทำให้มีการชี้วัดที่ชัดเจนขึ้นแค่นั้น
แล้วระบบประเมินผลงานแบบเก่า กับระบบบริหารผลงานแบบที่เขาปรับเปลี่ยนหันมาใช้กันนั้นมันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง ลองมาดูกันครับ
- ระบบบริหารผลงานจะต้องเริ่มต้นจากความสำเร็จขององค์กรก่อนเลย แล้วค่อยๆ ถ่ายทอดเป้าหมายและความสำเร็จขององค์กรลงสู่ระดับหน่วยงาน และลงสู่ระดับพนักงาน ซึ่งจะทำให้พนักงานทุกคนทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
- แต่ถ้าบริษัทของเรามีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดผลงาน แต่เป้าหมายและตัวชี้วัดผลงานที่กำหนดนั้น ต่างคนต่างกำหนดกันเอง โดยไม่ได้เหลือบไปดูเลยว่า เป้าหมายขององค์กรนั้นคืออะไร แบบนี้ก็ไม่ใช่ระบบบริหารผลงานที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวชี้วัดของพนักงานกับของหัวหน้างานตนเองยังไม่มีการเชื่อมโยงกันเลย ผลก็คือ พนักงานทำงานสำเร็จ แต่หัวหน้าไม่สำเร็จบ้าง หรือหัวหน้าสำเร็จหมด แต่พนักงานไม่สำเร็จ หรือหนักๆ เข้าก็คือ พนักงานทุกคนทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย แต่องค์กรไปไม่ถึงไหนเลย แบบนี้ไม่ใช่การบริหารผลงานแน่นอนครับ
- ระบบบริหารผลงานนั้น เหล่าบรรดาผู้จัดการจะต้องบริหารผลงานของลูกน้องแต่ละคนให้เป็นไปตามเป้าหมายด้วย ก็คือ จะต้องสามารถให้ Feedback กับพนักงานได้ และสอนงานพนักงานได้ด้วย โดยอาศัยตัวชี้วัดผลงานที่กำหนดไว้นั้น เป็นเกณฑ์ในการสอนงานเลย เพื่อที่จะทำให้พนักงานทำงานได้บรรลุเป้าหมาย เมื่อพนักงานทุกคนบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าก็ได้เป้า หัวหน้าได้เป้า องค์กรก็ได้เป้า
- แต่ถ้าองค์กรของเราหัวหน้ากับลูกน้องไม่เคยพูดคุยกันเรื่องของผลงานในระหว่างปีเลย ต่างคนต่างทำงานกันไป พอปลายปี ก็มาประเมินเทียบกับ KPI ที่ตั้งไว้ว่าได้หรือไม่ได้ แบบนี้ก็ไม่ใช่ระบบบริหารผลงานแล้วครับ เพราะหัวหน้าไม่ได้บริหารผลงานอะไรของลูกน้องเลย ทำงานกันแบบตัวใครตัวมันมากกว่า
- ระบบบริหารผลงานจะเน้นไปที่การพัฒนาผลงานของพนักงานอย่างต่อเนื่อง อะไรที่เป็นจุดอ่อนของพนักงาน ก็จะได้รับการพัฒนาโดยหัวหน้าของตนเอง อะไรที่เป็นจุดแข็งของพนักงาน ก็จะได้รับการส่งเสริมต่อยอดออกไปโดยหัวหน้าของตนเองเช่นกัน ทั้งก็เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และพร้อมที่จะทำงานที่ยากขึ้นได้ในอนาคต
- แต่ถ้าองค์กรของเราหัวหน้าไม่เคยรู้เลยว่าลูกน้องของตนเองมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอะไร หรือไม่สามารถวิเคราะห์ได้เลยว่าลูกน้องตนเองนั้นจะต้องพัฒนาอะไรบ้าง และจะต้องต่อยอดในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด แบบนี้ก็ไม่ใช่ระบบบริหารผลงานอีกเช่นกันครับ
- ระบบบริหารผลงานจะเน้นไปที่ผลงานที่แท้จริงที่ออกมา แล้วประเมินผลงานตามผลงานของพนักงานที่ออกมาตามเนื้อผ้า หรือตามตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นมา แล้วค่อยเอาผลการประเมินนั้นไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาคนในปีถัดไป หรือการให้รางวัลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน หรือโบนัสตามผลงาน
- แต่ถ้าองค์กรของเราหัวหน้าประเมินผลงานพนักงาน โดยพยายามจะทำให้พนักงานได้ผลงานในระดับที่ดีมาก โดยผลงานที่แท้จริงนั้นไม่ได้เรื่องเลยก็มี หรือไม่พิจารณาจากผลงานที่เราตั้งไว้เลย พอถึงเวลาประเมินก็ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามา ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานมีโอกาสที่จะได้รับรางวัลผลงานที่ดีที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะได้รับการพัฒนาต่อไปหรือไม่อย่างไร ทู่ซี้ที่จะบอกว่า ลูกน้องตนเองได้ผลงานระดับดีมาก ทั้งๆ ที่ผลงานจริงๆ ที่ออกมานั้นก็แค่ระดับกลางๆ แค่นั้นเอง แบบนี้ก็ไม่ใช่ระบบบริหารผลงานอีกเช่นกัน
ลองพิจารณาระบบประเมินผลงานของบริษัทเราดูก็ได้นะครับ ว่าของเราเป็นระบบบริหารผลงาน หรือเป็นแค่การประเมินผลงานแบบเดิมๆ เพราะผลมันแตกต่างกันมากเลยทีเดียวครับ คำว่า “บริหารผลงาน” มันก็บอกในตัวของมันเองแล้วว่า หัวหน้าต้องทำหน้าที่บริหารให้ลูกน้องสร้างผลงานให้ได้ตามเป้า บริหารแบบไหน ก็โดยการพัฒนา และทำให้ลูกน้องเก่งขึ้นเรื่อยๆ ตามเป้าหมายขององค์กรที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ครับผม
เป็นบทความที่มีประโยชน์มากครับ
โดนใจมากค่ะ
ควรใช้วิธีอย่างไรครับ ในการที่จะทำให้หัวหน้างาน พูดคุยกับลูกน้องของตนเรืองผลการปฎิบัติงาน แล้วควรบ่อยแค่ไหนสำหรับการพูดคุยกันครับ ที่บริษัทอื่นๆ ที่เค้าทำสำเร็จเค้าทำอย่างไรครับ