การประเมินผลงาน มุมมองที่แตกต่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

ปัญหาเรื่องของการประเมินผลงานพนักงานในหลายๆ องค์กรที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุมาจากหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจในแนวคิดการประเมินผลงาน การพิจารณาผลงานของหัวหน้าต่อพนักงาน ความรักความชอบส่วนตัว รวมทั้งความอยากที่จะทำให้พนักงานได้ดี ฯลฯ จากสิ่งที่ผมได้ประสบมาในหลายๆ องค์กรที่ได้มีโอกาสเข้าไปบรรยาย และให้คำปรึกษานั้น ก็พบปัญหาที่น่าสนใจดังนี้ครับ

ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ ผลการประเมินของเหล่าบรรดาผู้จัดการที่ประเมินลูกน้องของตนเองออกมานั้นอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกกว่า A หมดทุกคน ซึ่ง A นั้นแปลว่า Outstanding ก็คือ มีผลงานที่โดดเด่นมาก และเห็นเด่นชัดเลยว่าผลงานดีสุดๆ คำถามก็คือ ทุกคนในฝ่ายผลงานดีสุดๆ จริงๆ หรือ คำตอบที่ได้จากผู้จัดการคนนั้นก็คือ

“ก็ลูกน้องผมทำงานด้วยกันมาทั้งทีม ต่างก็เหนื่อยด้วยกันมาทั้งนั้น ผมก็เลยตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยตรงนั้นโดยให้ผลงานเท่ากันหมดทั้งฝ่าย เพื่อทุกคนจะได้รับรูว่าผมให้ความสำคัญกับทุกคนเท่าๆ กัน”

จากนั้นผมก็ถือโอกาสไปสอบถามพนักงานประมาณ 2-3 คนที่เป็นลูกน้องของผู้จัดการคนนั้นว่า รู้สึกอย่างไรที่หัวหน้าให้ A ทุกคนในฝ่ายเลย คำตอบที่ได้สรุปได้ดังนี้ครับ

“หัวหน้าไม่มีความยุติธรรมในการประเมินผลงานพนักงานเลย ผมทำงานในทีม ผมเห็นคนที่ทำงานได้ดี ขยันขันแข็ง และก็เห็นทั้งคนที่ไม่ค่อยได้แสดงผลงานอะไรเลย แต่สุดท้ายกลับมาได้ระดับผลงานที่เท่ากัน แบบนี้ผมคิดว่า ผมเหนื่อยทำงานไปก็เท่านั้น สู้ไม่ต้องเหนื่อยดีกว่า ทำแบบเรื่อยๆ เดี๋ยวหัวหน้าก็ให้ A อยู่ดี”

พอไปถามลูกทีมอีกคนหนึ่งก็ตอบว่า

“ดีนะแฟร์ดี เพราะคนเราทำงานได้ไม่เท่ากันอยู่แล้ว สิ่งที่ให้มานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าได้ผลงานที่ทัดเทียมกับผู้อื่น จะได้มีผลงานในทีมที่ไม่แตกต่างกันเกินไป”

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรครับ กับมุมมองของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหัวหน้าก็อยากให้ลูกน้องรัก และเห็นว่าตนเองให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากัน แต่ฝ่ายลูกน้องกลับมองว่าแบบนี้เรียกว่า ไม่ยุติธรรมเลย เพราะหัวหน้าไม่ได้นำเอาผลงานที่แท้จริงของพนักงานมาประเมิน หรือลูกน้องที่ผลงานไม่ค่อยจะดีนัก ก็จะมองว่านี่แหละเป็นวิธีการประเมินที่ดีมาก เพราะทำให้ตนเองได้ระดับผลงานที่ดีกว่าที่ควรจะเป็น

นี่ก็คือปัญหาของการประเมินผลงานนั่นเองครับ มุมมองของแต่ละฝ่ายที่แตกต่างกันออกไป และทุกคนต่างก็มองเหมือนกันว่า ตัวเองนี่แหละดีที่สุด ทำงานได้ดี เหนื่อยมาก ทำงานเยอะ ไม่เคยได้หยุด ฯลฯ ทุกคนมองแบบนี้เหมือนกันหมด ดังนั้นถ้าเราจะทำระบบประเมินผลงานให้ดี ก็หมายความว่า เราจะต้องสร้างมุมมองเรื่องของผลงานให้กับพนักงานทุกคนทุกระดับในองค์กรให้เห็นภาพเดียวกันว่าผลงานที่ดีนั้นหมายความว่าอย่างไร

เชื่อหรือไม่ครับว่าพนักงานทุกคนมองเห็น และสามารถตอบคำถามได้ว่า ผลงานที่ดีนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ทุกคนตอบได้หมด แต่พอถึงเวลาให้ประเมินผลงานของตนเอง ก็จะเริ่มมีข้ออ้างต่างๆ ที่มาบอกว่ามันมีข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้ตนเองผลงานออกมาไม่ดี ซึ่งถ้าเราไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ พนักงานทุกคนจะมีข้ออ้างต่างๆ นานา และจะทำให้หัวหน้าไม่สามารถประเมินผลงานออกมาได้เลย

สิ่งที่ควรจะทำก็คือ การกำหนดเกณฑ์ และมาตรฐานในการประเมินให้ชัดเจน ผมเคยแนะนำลูกค้าบางบริษัทว่า ให้ถ่ายเป็นภาพ หรือ วิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรฐานว่า นี่แหละคือผลงานชั้นดี ถ้าพนักงานทำได้แบบนี้ ผลงานจะอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าดี เป็นต้น ประเด็นตรงนี้ก็คือ การทำให้หัวหน้าและลูกน้องมองเห็นมาตรฐานเดียวกัน เกณฑ์เดียวกัน และยอมรับเกณฑ์เหล่านี้ก่อนที่จะทำงานในแต่ละปี ไม่ใช่พอถึงเวลาจะประเมินก็ค่อยมาตั้งเกณฑ์ แบบนี้ก็ไม่ยุติธรรมสำหรับพนักงาน เพราะเขาทำงานมาแล้วพักใหญ่ แต่พอใกล้ๆ จะประเมิน ค่อยมาบอกเขาว่าเราจะใช้เกณฑ์แบบนี้ในการประเมินนะ ท่านคิดว่าแฟร์มั้ยครับกับวิธีแบบนี้

วิธีการที่ดีก็คือ ต้นปี บอกกันให้ชัดเจนไปเลยว่า เราคาดหวังผลงานอะไร อย่างไร กับลูกน้องแต่ละคนบ้าง บอกกันตัวต่อตัวเลย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ความคาดหวังนั้นไม่ได้กำหนดกันเองนะครับ เราต้องกำหนดให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรด้วยนะครับ ไม่ใช่องค์กรไปทาง หัวหน้าไปทาง แบบนี้ทำยังไงผลงานก็ไม่มีทางออกมาได้เลยครับ คำถามที่ท่านจะต้องถามตัวเองและลูกน้องก็คือ “ถ้าองค์กรต้องการเป้าหมายแบบนี้แล้ว พนักงานที่ทำงานในแต่ละตำแหน่งจะต้องสร้างผลงานอะไรเพื่อส่งเสริมให้เป้าหมายองค์กรบรรลุผลสำเร็จได้

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งในการประเมินผลงานครับ ก็คือ เป้าหมายของพนักงานกับเป้าหมายขององค์กรไม่ได้ไปด้วยกันเลย ซึ่งพรุ่งนี้ผมจะมาต่อในประเด็นนี้ครับ

7 ความคิดเกี่ยวกับ "การประเมินผลงาน มุมมองที่แตกต่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง"

Add yours

  1. หัวหน้าเก่าคนหนึ่งเคยพูดค่ะว่า คนที่ได้ outstanding จะต้องใส่กางเกงใน(สีแดง)เอาไว้ข้างนอก นั่นก็คือ Superman นั่นเอง สรุปจะบอกเป็นนัยค่ะว่า คงไม่มีใครที่ทำงานกับเขาจะได้เกรด A

    555

    1. เรื่องของการบอกว่าใคร outstanding นั้น จริงๆ แล้วทางบริษัทจะต้องกำหนดมาตรฐานไว้ให้ชัดเจนเหมือนกันนะครับ เพราะว่าความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากันจริงๆ บางคนเคี่ยวสุดๆ บางคนก็ใจดีมากมาย ดังนันเพื่อเป็นการลดช่องว่างตรงนี้ บริษัทโดยฝ่ายบุคคลจะต้องกำหนดว่าอะไรที่เรียกกว่ามาตรฐาน อะไรที่เรียกกว่า Outstanding และต้องสร้างความเข้าใจให้กับคนประเมิน และคนถูกประเมินทุกคนในองค์กรให้เห็นภาพเดียวกันครับ เพื่อที่จะลดปัญหาในการประเมินผลงานลง เน้นนะครับว่าลดปัญหาลง ไม่ใช่จะหมดปัญหาทุกอย่างนะครับ เพราะเรื่องประเมินผลงานยังไงซะก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้หมดไปครับ เนื่องจากคนประเมินคน ยังไงก็มีความรู้สึกเข้ามาปะปนครับ อย่างดี ก็คือ กำหนดหลักการมาตรฐานงาน ตัวชี้วัดที่ชัดเจนให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ปัญหาในการประเมินผลงานลดลงไปได้ครับ

  2. ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ สำหรับข้อความต่างๆที่ได้อ่าน
    เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสอ่าน (เชย มากเลย..)
    ก่อนอื่น ขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ว่าไม่มีประสบการณืและความรู้เรื่อง HR
    แต่ขณะนี้ทางบริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะจัดทำ KPIs (เป็นภาษาอังกฤษ และ สอดแทรกรูปแบบปรัวญาขององค์กรรวม) แต่ตัวดิฉันเองขาดซึ่งความรู้และภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยแข็งแรง …..
    จึงขอเรียนรบกวนอาจารย์ ดัวนี้
    – ไม่ทราบจะหาโอกาสอบรม และ workshop ในเรื่องนี้ได้ที่ไหน
    พยายามหาอยู่ อยากได้อย่างน้อยประมาณ 2 วัน
    แต่ก็ยังขาดความเชื่อมั่นว่า ตัวเองจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อนำมาปฏิบัติ
    ตอนนี้ รู้สึก เศร้าใจจัง
    ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองจะรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ ซึ่งปกติสั่งมา ไม่เคยหวั่นหรือปฏิเสธ แต่ ณ ขณะนี้ ขาดความเชื่อมั่นอย่างแรง
    (ทำงานที่นี่กว่า 10 ปี แต่ผู้บริหารคนไทย ไม่อนุญาตให้ไปอบรม/สัมมนา
    ทุกครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อการอบรม นี่เป็นส่วนหนึ่งของความเขลาที่ตนเองได้รับ)

    ได้โปรดแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ LEE

    1. เรียนคุณ LEE ผมคิดว่าไม่เชยอะไรหรอกครับ เพียงแต่เราอาจจะเพิ่งพบกันเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องของประสบการณ์ทางด้าน HR ที่ยังน้อยอยู่ ผมคิดว่าเราเรียนรู้กันได้ครับ และคิดว่าดีซะอีกถ้าเราทราบว่าตัวเองยังมีข้อจำกัดจุดไหน เราก็จะได้พัฒนาได้ถูกจุดครับ แล้วเราจะไปได้เร็วมากเลยครับ ผมกำลังใจให้อีกแรงหนึ่งนะครับ

      ส่วนเรื่องของหลักสูตรที่จัดเรื่องของ KPI นั้น ผมเองก็มีสอนหลักสูตรนี้เช่นกัน ลองเข้าไปหาดูที่ http://www.consultthai.com นะครับ เข้าไปที่ Public traning ครับผม ส่วนสถาบันอื่น ก็พอมีนะครับ สามารถ search ดูได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น PMAT หรือ HR center ฯลฯ ลองพิจารณาตามความเหมาะสมครับ ว่าที่ไหน และอาจารย์ท่านไหนที่จะทำให้เราเข้าใจได้มากที่สุดครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราจะต้องลงมือทำเอง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องมีก็คือ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะได้ทำให้คนอื่นในองค์กรของเราเข้าใจเรื่องนี้ และทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำได้อย่างเข้าใจครับผม

      ขอบคุณครับ

  3. ทำงานคนเดียวเหนื่อยแทบตาย ใช้ความคิด วางแผน ทำเอกสาร วิ่งทุกอย่างทั้งน้ำมัน ทั้งนอกเวลางานตั้งแต่ต้นจนจบ คนอื่นแม่งถึงเวลากลับบ้านตรงเวลา สุดท้ายได้ค่าเหนื่อยเท่ากัน ไม่ยุติธรรมเลย ทำทำไมวะเนี่ย เซงงงง

ส่งความเห็นที่ prakal ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑