แรงจูงใจมาจากผลตอบแทนจริงหรือ

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “Drive” เขียนโดย Daniel H. Pink หนังสือเล่มนี้ได้เขียนถึงเรื่องราวของแรงจูงใจไว้อย่างชัดเจนทีเดียว โดยผู้เขียนได้ตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทฤษฎีแรงจูงใจต่างๆ ที่เราใช้ๆ กันอยู่นั้นมันใช้ได้ผลจริงหรือ?” ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีความต้องการ 5 ขั้นของ Maslow ที่เราๆ ต่างได้เคยเรียนกันมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี หรือทฤษฎีสองปััจจัยของ Herzberg ซึ่งทั้งสองทฤษฎีที่กล่าวมานี้ถือได้ว่าเป็นทฤษฎียอดฮิตที่คนที่ทำงานในแวดวงบริหารบุคคลจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี

หรืออีกกรณีหนึ่งที่บอกกันว่า การจุงใจพนักงานต้องอาศัย Carrot and Stick ก็คือ มีการใช้แรงจูงใจทางบวกและทางลบ เช่น ถ้าพนักงานทำงานได้ดี ก็ใช้การเสริมแรงทางบวกเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เขาอยากสร้างผลงานที่ดีขึ้นไปอีก หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าพนักงานทำงานไม่ดี หรือ ปฎิบัติตนผิดระเบียบต่างๆ ก็ต้องใช้บทลงโทษเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่หนังสือเรื่อง Drive นี้ได้ให้แนวคิดมาอีกทางหนึ่ง ก็คือ ผุ้เขียนได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้ Carrot and Stick นั้นไม่ได้ผลในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเลย รวมทั้งทฤษฎีเรื่องของความต้องการที่เราเคยเรียนๆ กันมานั้นก็ไม่สามารถใช้พิสูจน์เรื่องของแรงจูงใจของมนุษย์ได้เลย

ผู้เขียนได้อ้างถึงเว็บไซต์หนึ่งที่ชื่อว่า Wikipedia ซึ่งเป็นเว็บไซต์สารานุกรมระดับโลก ซึ่งเป็นแหล่งรวมความรู้ในด้านต่างๆ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Encyclopedia แต่เป็น Encyclopedia ที่ไม่ต้องเสียเงินในการเข้าชมเลย อีกทั้งคนที่นำข้อมูลเข้าไปใส่ไว้ข้างในก็เป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไป ที่ีมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นคนใส่เรื่องราวเข้าไปในเว็บไซต์ โดยที่บุคคลเหล่านี้ ไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเลย

หรือในกรณีโปรแกรมที่ถูกพัฒนาแบบ OpenSource ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะให้ผู้ใช้ทั่วโลกได้ Download ไปใช้กันฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็น Office Neo, Firefox ฯลฯ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เลยตั้งคำถามว่า อะไรเป็นแรงจูงใจให้คนเหล่านี้ทำในสิ่งต่างๆ เหล่านี้โดยที่ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรที่เป็นตัวเงินเลย

คำตอบที่ผู้เขียนบอกไว้ก็คือ Intrinsic Motivation ซึ่งแปลเป็นไทยแบบบ้านๆ ว่า แรงจูงใจภายในตัวของเราเองนี่แหละที่เป็นตัวผลักดันให้เราทำในสิ่งเหล่านั้น หรือพูดง่ายๆ ว่า “ทำเพราะอยากที่จะทำ” ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้เลย

ผู้เขียนก็เลยบอกต่อไปอีกว่า ถ้าเราสามารถทำให้พนักงานทุกคนรู้สึกอยากทำงาน เพราะว่าอยากทำจริงๆ ผลงานของพนักงานคนนั้นจะดีมากอย่างที่ไม่ต้องมีใครมานั่งคุม หรือคอยบอกคอยสั่งให้ทำเลย เขาจะด้วยตัวของเขาเอง เพราะว่าเขาอยากทำ อยากสำเร็จ

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านมีลูกน้องแบบที่ผมเขียนมาบ้างหรือเปล่าครับ ก็คือ ทำงานโดยที่อยากทำจริงๆ แม้ว่าจะได้รับเงินเดือน หรือเงินจูงใจต่างๆ แต่เขาไม่ค่อยได้สนใจหรือใส่ใจกับเรื่องเงินตอบแทนเลย แต่กลับสนใจในตัวงานที่ทำมากกว่า ทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่รู้จักเหนื่อย พอไปถาม ก็ตอบเรามาว่า สนุกที่ได้ทำงานแบบนี้ เรียกได้ว่ามีไฟในตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยมีลูกน้องแบบนี้มาบ้าง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำอย่างไรให้พนักงานทุกคนรู้สึกแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าอาจจะเป็นไปได้ยากหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย อยู่ที่เราสามารถที่จะหาคนที่รักงานแบบนี้เข้ามาทำงานได้หรือไม่

คนที่จะรู้สึกแบบนี้ได้จะต้องเป็นคนที่รักงานที่ทำจริงๆ มีความชอบงานที่ทำ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า งานที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่เขาชอบ และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเลยก็ได้ เป็นสิ่งที่เขาไม่ทำไม่ได้นั่นเอง

ผมเองก็มานั่งดูพฤติกรรมของตัวเองว่า ทำไมผมถึงต้องมานั่งเขียนบทความลงบล็อกนี้ทุกวันโดยที่ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ  คำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจผมก็คือ ผมทำเพราะอยากทำ แค่นั้นจริงๆ ครับ

9 ความคิดเกี่ยวกับ "แรงจูงใจมาจากผลตอบแทนจริงหรือ"

Add yours

  1. ผมเคยพบบุคคลที่ประกาศตัวว่า ทำงานเพราะเงินเป็นแรงจูงใจแรก และเนื้องานเป็นแรงจูงใจลำดับที่สอง

    1. ผมว่าคนนั้นเขาจริงใจดีนะครับ เพียงแต่ต้องตรวจสอบว่านั่นเป็นแรงจูงใจของเขาจริงๆ หรือ ผมถามเพื่อนๆ น้องๆ ญาติๆ ว่าเงินเป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองจริงๆ หรือ เอาเข้าจริงๆ คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้มักจะบอกว่า ไม่ใช่หรอก เพียงแต่ตอนนี้มันไม่พอใช้มากกว่า ก็เลยต้องอาศัยเงินเป็นเครื่องมือ ผมเชื่อมากๆ เลยว่า เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ (แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเชื่ออย่างไรนะครับ) ลูกน้องผมเอง ก็มองว่าเงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายจริงๆ แต่ก็คงมีคนที่เชื่อแบบนั้นจริงๆ มันก็ห้ามไม่ได้ เพียงแต่เราก็คงต้องหาทางจูงใจเขาในสิ่งที่เขาต้องการ เพื่อให้ผลงานออกมาแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ครับ

  2. – ผมว่าก็เป็นไปตามที่ Maslow เขาพูดไว้ก็ไม่ผิด เมื่อชีวิตได้รับการตอบสนองเชิงกายภาพครบทุกอย่างแล้ว ก็มีความต้องการที่จะได้รับการตอบสนองขั้นสูงขึ้นไปอีกในเชิงจิตใจ เพียงแต่ความรู้สึก”พอ”สำหรับเชิงกายภาพในขั้นต้นของคนแต่ละคนน่ะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระดับของ “กิเลส” ที่สั่งสมอยู่ในจิตคนๆนั้นตามที่พระผู้ใหญ่ท่านเคยพร่ำสอนไว้
    – ความสุข ความพอใจ ผมว่าเป็นส่วนหนึ่งของ”สิ่งประเล้าประโลมใจ”ที่ท่านว่าไว้จริงๆ เพื่อให้ชีวิตเป็นชีวิต เพียงแต่สิ่งประเล้าประโลมใจของแต่ละคนต่างกัน และมากน้อยต่างกันด้วย สิ่งที่คุณประคัลภ์ยกตัวอย่างมา เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ดี เป็นกุศล ก็ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

  3. หากทุกคนพอมีพอกินเชื่อได้ว่าทุกคนจะทำงานให้ดีได้โดยไม่ให้ตัวเงินเป็นค่าตอบแทนอันดับแรกเพราะในช่วงแรกของการทำงานก็คือค่าตอบแทนที่ใช้เป็นแรงจูงใจ /ผมเชื่อของผมนะ

  4. ผมว่าน่าจะสอดคล้องกับความต้องการในขั้นที่ 5 ตามทฤษฎีของ Maslow เพราะคนเรามีความต้องการไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองในทุกลำดับขั้น เช่น บางคนขอแค่มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ก็เพียงพอแล้ว อาจโดดข้ามขั้นที่ 2 3 4 มาทำในสิ่งที่ตนเองสนใจหรือมีความศรัธา ความศรัทธาที่แท้จริงก็คือแรงขับจากภายใน ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์นั่นเอง

  5. ใช่ครับ เงินไม่ใช่สิ่งแรกจริงๆ แต่เงินเป็นองค์องค์ประกอบหนึ่งของการเกิดแรงจูงใจ และถ้าเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจให้กับเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องแล้ว ศรัทธา ครับ เป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุด

  6. เงิน 10 บาท อาจไม่มีค่าสำหรับคนเงินเดือนหลักหมื่น หลักแสน
    แต่เงิน 10 บาทนี้มีค่ามากกับคนที่ไม่มีอะไรกินเลย เคยได้ยินไหมครับ คนรวยที่เคยล้มละลายเวลาไม่มีเงินต้องไปหาเงินที่หล่นตามพื้นบ้าน ตามใต้เบาะรถ เพื่อนำเงินมาซื้อข้าวประทังชีวิต ผมว่าเช่นกันถ้าคนที่ทำงานมีความมั่นคงในพื้นฐานของชีวิตแล้ว เงิน ไม่ใช่ปัจจัยหลัก ตรงกันข้าม คนที่เงินเดือนหลักแสน หลักล้าน เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้องโกง ต้องขอคอมมิชชั่น ผมว่าหลักจริยธรรมที่ต่างกัน ทำให้คนมีแรงกระตุ้นที่ต่างกันมากกว่า อย่าไปโทษแรงจูงใจ ควรเริ่มที่ศีลธรรม ที่ทางเราควรให้ทุกคนมี หรือเจ้าของบริษัทที่ควรเพิ่ม และทั้งตัวเจ้าของเองก็ต้องมีด้วย สมัยนี้น่าจะเรียกธรรมาภิบาล นะครับ

ส่งความเห็นที่ ยศบดินทร์ ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑