ผลักออก หรือดึงเข้า

ปกติถ้าท่านจะเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ข้างหน้าท่านมีประตูกระจกที่เป็นทางเข้าขวางอยู่ ปกติท่านจะผลัก หรือดึงประตูนั้นครับ?? โดยปกติคนเรามักจะผลักประตูออกมากว่าดึงเข้าหาตัว น้อยคนนักที่จะดึงประตูเพื่อเปิด เปรียบเทียบเหมือนกับคนเราที่เวลาเจอปัญหาต่างๆ ก็มักจะผลักออกจากตัว ไม่ค่อยมีใครที่จะมองกลับมาที่ตนเองซักเท่าไร

สมมุติว่าท่านกำลังขับรถอย่างรวดเร็ว และจี้ติดรถคันหน้า พอรถคันหน้าเบรก ท่านเบรกไม่ทันชนท้ายรถคันหน้าเข้า สิ่งที่ท่านคิดอยู่ขณะนี้คือ ใครผิด คนส่วนใหญ่ก็จะโทษไปที่รถคันหน้าว่า “ขับรถยังไง ไม่เบรกให้ดีๆ หน่อย” รถคันหน้าก็จะหันมาโทษรถคันหลังว่า “ขับรถยังไง มาชนท้ายคนอื่น” จะมีใครมองบ้างหรือเปล่าว่า นี่เป็นความผิดของเราเอง ถ้าเราขับดีกว่านี้ ก็คงจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น

หรือในกรณีของการบริหารงานในองค์กร พนักงานที่เราดูแลอยู่นั้น ทำงานไม่ดีนัก ผลงานไม่ค่อยออก ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าของเขา ท่านจะโทษใคร ผมเชื่อเลยว่า ส่วนใหญ่จะกล่าวโทษไปที่พนักงานว่า พนักงานสมองไม่ดีบ้าง เรียนรู้ช้าบ้าง หรือไม่ตั้งใจบ้าง แต่ถามหน่อยว่า แล้วท่านในฐานะหัวหน้านั้น ท่านมองกลับมาที่ตัวท่านเองบ้างหรือเปล่าว่า ที่ลูกน้องทำผลงานได้ไม่ดีนั้น เกิดจากตัวท่านด้วยที่ไม่สอนงาน ควบคุมงาน และไม่ให้คำแนะนำที่ดีแก่เขา

ปกติคนเรามักจะกล่าวโทษคนอื่นไว้ก่อน และมองตัวเองดีเสมอ ไม่ค่อยมีใครเห็นตัวเองว่าไม่ดี ดังนั้นไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่ค่อยโทษตัวเราเองสักเท่าไร สิ่งที่เราจะหาสาเหตุก็คือ มองออกไปที่คนอื่น หรือไม่ก็มองออกไปข้างนอกตัว มากกว่ามองเข้าหาข้างในตัวเราเอง

ผมได้อ่านนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งเมื่ออ่านจบแล้วผมเกิดความรู้สึกวูบๆ ในใจ ลองอ่านดูนะครับ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

กาลครั้งหนึ่งมีหญิงสาวคนงานตาบอดคนหนึ่งเลิกงานตอนดึกมากแล้วจะกลับบ้าน เจ้านายก็เลยนำเอาไฟนำทางมาให้เพื่อให้เธอส่องทาง แต่หญิงสาวกลับพูดว่า “ดิฉันตาบอดจะเอาโคมไฟไปทำอะไร”

เจ้านายก็ตอบว่า “ที่ให้ถือโคมไฟ ก็เพื่อให้คนอื่นที่เดินผ่านไปมามองเห็นตัวเธอไง จะได้ไม่เดินมาชนไงล่ะ”

พนักงานสาวตาบอดฟังแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล จึงรับโคมไฟมาถือ จากนั้นก็เดินคลำทางไปเรื่อยๆ เพื่อกลับบ้าน

พอเดินถึงครึ่งทาง เธอก็ได้เดินชนกับคนคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

“นี่ ไม่มีตาหรือไง ไม่เห็นโคมไฟที่ฉันถือมาหรือไง สงสัยตาจะบอดนะ” หญิงสาวต่อว่าด้วยความโกรธ

“เธอน่ะสิที่ตาบอด โคมไฟไม่เห็นจะมีไฟเลย” ชายคนนั้นตอกกลับอย่างโกรธๆ เช่นกัน

อ่านจบแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ปกติคนเรามักจะรู้เรื่องของตนเองแบบไม่ค่อยจริงจังซักเท่าไร แต่ชอบทำตนเป็นผู้รู้ดีในเรื่องของคนอื่น ชอบที่จะว่ากล่าวตักเตือนคนอื่นๆ ไปทั่ว แต่ลืมที่จะมองกลับมาที่ตัวเองว่า จริงๆ แล้วเราเองรู้จริงๆ หรือไม่จริงกันแน่

ยิ่งไปกว่านั้นยังชอบที่จะมองว่าคนอื่นนั้นโง่กว่าตนอีกด้วยครับ

4 ความคิดเกี่ยวกับ "ผลักออก หรือดึงเข้า"

Add yours

  1. ดิฉันไม่เข้าใจค่ะว่าจริงๆ แล้วโคมไฟที่ได้รับมาตั้งแต่แรกมีไฟ หรือไม่ค่ะ
    (ขอโทษด้วยค่ะที่สงสัย)
    หมายเหตุ
    ดิฉันติดตามเรื่่องต่างๆ ของท่านมาโดยตลอด ทุกเรื่องดีหมดเลยค่ะก่อนแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เราเองต่างหากที่ไม่เคยคิด และมองข้ามมันไป
    ดิฉันเองไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับ HR โดยตรง แต่มีลูกน้องที่ต้องดูแล ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผุ้ชาย แม้จะมีการศึกษาระดับปริญญาตรี – โท ทุกคน แต่สอนยากสอนเย็น จริงๆ ค่ะ ดิฉันเองก็เคยหันมามองตัวเองเหมือนกันว่าเป็นเพราะเราสอนไม่รู้เรื่่องหรือเปล่า แต่ก็พบว่าลูกน้องที่เป็นผู้หญิงกับเข้าใจสิ่งที่ดิฉันสอนทุกคน ทั้งๆ ที่สอนพร้อมๆ กัน ยิ่งร้ายไปกว่านั้นลูกน้องที่เป็นผู้่ชายก็เป็นถึงผู้ช่วยผู้่จัดการ และ หัวหน้าแผนก (ดิฉันไม่ได้แต่ตั้งค่ะเข้ามีตำแหน่งก่อนที่ดิฉันจะเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการ) ดิฉันใช้ทุกวิถีทางที่จะพยายามพัฒนาเขาแต่ทำไปแล้วดิฉันกับเครียดเสียเอง ปกติดิฉันค่อนข้างจริงจังกับงานมาก ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดทุกครั้ง แม้บางครั้งจะออกมาไม่ได้อย่างใจก็ตาม ท่านมีอะไรจะแนะนำดิฉันบ้างหรือเปล่าค่ะ

    1. เป็นมุมมองที่น่าสนใจมากเลยครับ และเป็นสิ่งที่ดีด้วยนะครับ ที่มองกลับมาหาตัวเอง และตั้งข้อสงสัยในตนเอง ว่าตนเองเป็นอย่างไร แบบนี้ผมว่าโคมไฟจะมีไฟ หรือไม่มีไฟ เราเองเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งแบบนี้แหละครับ ที่เรียกว่าเป็นผู้นำตัวจริงครับ

    2. ขอโทษนะครับที่ตอบไม่หมด ในส่วนที่ขอคำแนะนำเรื่องของการดูแลลูกน้องนั้น ผมคิดว่าอาจจะต้องลองเปิดใจพูดคุยกับลูกน้องที่มีปัญหาว่า เขามีประเด็นอะไรที่อึดอัดใจอยู่หรือเปล่า จะได้เคลียร์ให้ชัดเจน และเมื่อชัดแล้ว ก็น่าจะทำให้ปัญหาต่างๆ หายไปได้ครับ

      อีกอย่างที่อยากจะย้ำก็คือ อย่าลืมให้ความรักและความจริงใจกับลูกนัองเหล่านั้นด้วยนะครับ เขาจะสัมผัสได้เอง และจะดีขึ้นครับ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็แสดงว่าตัวลูกน้องอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง วิธีแก้ไขก็คือต้องเปิดอกคุยกันครับ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดครับผม

      ขอบคุณครับ

ส่งความเห็นที่ วราภรณ์ ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑