ผมได้เคยมีโอกาสคุยกับเด็กนักศึกษาที่ผมสอนและเป็นอาจารย์พิเศษ อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเด็กสมัยนี้เขาเป็นแบบนี้กันทั้งหมดเลยหรือไม่ แต่ก็หวังว่าคงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะถ้าเป็นแบบนี้หมด ผมคิดว่าระบบการศึกษาบ้านเราก็คงจะเรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว สิ่งที่เขาเป็น และคิดมันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า เขายังไม่สามารถที่จะรับภาระ และรับผิดชอบในชีวิตของตนเองได้เลย
อะไรหรือครับ ที่เด็กกลุ่มหนึ่งคิดและเป็น สิ่งที่ผมได้รับรู้มาก็คือ เขายังไม่รู้เลยว่าเขามาเรียนหนังสือที่คณะนี้แล้วจะจบไปทำอะไร หรือเรียนไปเพื่ออะไร บางคนก็พร่ำบอกอยู่ตลอดเวลาว่า ชีวิตที่เขาเกิดมานั้น มันเลือกเกิดไม่ได้ แล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นๆ ใดในชีวิตเลย เขาก็เลยต้องเดินไปตามเส้นทางชีวิตที่ไร้จุดหมาย และเลือกไม่ได้
จากคำว่า “ชีวิตนี้ไม่มีทางเลือกเลย” ท่านผู้อ่านเชื่อจริงๆ หรือไม่ครับว่า ชีวิตเราไม่มีทางเลือกจริงๆ หรือ “เราเลือกที่จะไม่มีทางเลือกเอง”
ผมเชื่อเสมอว่าการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เรามีสิ่งที่แตกต่างกับสัตว์อยู่อย่างหนึ่งที่ชัดเจนมาก ก็คือ เราสามารถเลือกและตัดสินใจว่าจะทำ หรือไม่ทำอะไร ซึ่งสัตว์ทำไม่ได้ สัตว์จะทำตามสัญชาติญานของตนเองมากกว่าที่จะมานั่งเลือกว่า เราจะทำอะไรดี หรือเราจะไม่ทำอะไรดี นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราแตกต่างกับสัตว์ทั่วไป
ดังนั้นชีวิตของเรา เราสามารถเลือกได้อยู่แล้วว่าเราจะทำ หรือไม่ทำอะไร ทุกอย่างอยู่ที่เราจะเลือก จริงมั้ยครับ การที่คนเราบอกว่า เราไม่มีทางเลือก ผมว่านั่นก็คือ เขาเลือกแล้วว่าเขาจะอยู่แบบไม่มีทางเลือกนั่นเอง หรือการที่เราบอกว่า ถูกบังคับให้ทำแบบนั้นแบบนี้ จริงๆ แล้ว เราเลือกที่จะทำตามมากกว่า ถามว่า เราเลือกที่จะไม่ทำได้หรือไม่ ผมตอบให้เลยว่า เราเลือกได้ครับ แต่ก็คงต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะตามมาอีก
การที่คนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้น ทัศนคติที่ดี เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากที่สุด การที่เราพร่ำบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า “เราไม่มีทางเลือกในชีวิต” นั้น เป็นการปลูกฝังทัศนคติที่ผิดลงไปในสมองของเรา ซึ่งในระยะยาว เราจะไม่มีทางเลือกขึ้นมาจริงๆ นักวิชาการหลายๆคนก็ได้พิสูจน์กันมากมากมายแล้วว่า อะไรที่เราเชื่อมากๆ หรือเชื่ออย่างสนิทใจ มันก็จะเกิดขึ้นจริงกับชีวิตเรา
ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นคุณ ประโยชน์ก็จะเกิดตามมากับชีวิตของเรา ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่สร้างข้อจำกัดให้กับชีวิตของเราเอง ไม่นานหรอกครับ ชีวิตเราก็จะถูกปิดไปหมดทุกทาง แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ เชื่ออย่างไร ชีวิตของท่านมีทางเลือกหรือเปล่าครับ
ก่อนจบวันนี้ ผมอ่านเจอโคลงบทหนึ่ง เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ในหนังสือของ John C. Maxwell ซึ่งเขียนเกี่ยวกับทัศนคติ และความเชื่อของเราไว้ดังนี้ครับ
If you think you are beaten, you are.
If you think you dare not, you don’t.
If you would like to win but think you can’t,
It’s almost certain you won’t.
Life’s battles don’t always go to the stronger or faster man,
But sooner or later, the man who wins
Is the man who thinks he can.
หวังว่าน่าจะพอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยครับ
ติดตามผลงานที่อาจารย์โพสท์มานาน แม้จะมีเวลาเข้ามาอ่านบ้างไม่ได้อ่านบ้างเพราะยุ่งกับงาน แต่วันนี้โดนใจกับสิ่งที่เรียกว่าระบบการศึกษาของบ้านเราอย่างมาก เนื่องจากมีลูกสาวเพิ่งเข้าระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ทำให้ได้มองเห็นแง่มุมระบบการศึกษาของไทยบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไป คือเพี้ยนตั้งแต่เนื้อหาหลักสูตรวิชาภาคบังคับต่าง ๆ ที่ให้เด็กเล็กเพียงแค่ป.1 ต้องเผชิญกับความยากในภาษาและความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กสมัยนี้ต้องพึ่งพิงระบบการเรียนพิเศษและมีโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นได้อย่างมากมาย หากใครได้ลองผ่านหรือสัมผัสเนื้อหาการเรียนสมัยนี้คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องช่วยลูกเรียน สอนลูกอ่าน ช่วยลูกทำการบ้าน เพราะหากพิจารณาทั้งเนื้อหา บทเรี่ยน ความยากทางด้านภาษาสำหรับเด็กแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยว่าเด็กจะทำได้ตามลำพังเฉกเช่นเด็กรุ่นเมื่อสามสิบปีก่อน เนื้อหาป.1 สมัยปัจจุบัน เปรียบเราเรียนเมื่อตอนป.4 – ป.5 แล้วคิดดูว่าเด็กเล็กจะผ่านการเรียนการศึกษาภาคปกติของกระทรวงการศึกษาฯ ด้วยตนเองจะทำได้อย่างไร หากพ่อแม่ไม่มีเวลาต้องหาเช้ากินค่ำ ก็คงต้องปล่อยลูกให้เป็นไปตามยถากรรม ตกก็ต้องซ่อม ทำรายงานสู้เพื่อนไม่ได้ก็ได้คะแนนน้อย พ่อแม่ไม่มีคอมฯ หรืออินเตอร์เนตให้ก็ลำบาก พ่อแม่ที่พอมีฐานะแต่ยุ่งเรื่องงานก็ต้องยอมเสียเงินจ้างครูมาเพื่อสอนพิเศษให้เด็กทำการบ้าน ติวลูกให้สอบผ่าน แล้วลองมองภาพอนาคตสิ่งที่เรากำลังปลูกฝังเด็กที่โตมากับการเรียนสภาพนี้ดูว่า เด็กจะรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ในเมื่อเขาโตมากับสิ่งที่เรียกว่าเรียนพิเศษ มีคนคอยสรุปเนื่อหาวิชาเรียนให้ ติวเพื่อสอบให้ผ่าน ตลอดชีวิตการเรียนเด็กมีแต่คำว่าเรียนกับเรียนตามที่ผู้ปกครองหรือครูชี้แนะให้ เด็กไม่รู้จักว่าจะต้องวางแผนการเรียนยังไง อ่านหนังสืออย่างไร สรุปอย่างไร แก้ไขปัญหาที่เขาเรียนแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ทันเพื่อนได้อย่างไร เพราะสรุปสุดท้ายสิ่งที่ช่วยเขาให้ผ่านพ้นการเรียนในแต่ละชั้นไปได้คือการเข้าวงจรอุบาทว์ที่เรียกว่า เรียนพิเศษ
ไม่เข้าใจเลยว่าใครเป็นคนวางหลักสูตรเนื้อหาการศึกษาในบ้านเราขณะนี้ คุณให้เรียนวิชาสังคม ให้ศึกษาประวัติพระพุทธเจ้ามีทั้งราชาศัพท์ มีทั้งสถานที่บุคคลต่าง ๆ ที่ยากที่จะให้เด็กเล็กท่องจำ ให้เด็กเรียนเลขโจทย์ ตีโจทย์ตั้งแต่ภาษาไทยยังไม่แตกฉาน คุณจะงงมากว่าที่โรงเรียนลูกคุณเรียนอะไร ทำไมครูถึงไม่สามารถสอนให้ลูกเข้าใจได้ หรือว่าลูกเราไม่ฉลาดพอที่จะตามเพื่อนให้ทัน เปล่าเลยด้วยจำนวนเด็กในห้องเรียนก็เรื่องหนึ่ง ครูที่มาสอนก็อีกเรื่องหนึ่ง รู้กันดีว่าส่วนใหญ่ที่เลือกเรียนครูเพราะอะไร แล้วจะให้คนที่เรียนได้เกรดระดับนั้นมาสอนลูกหลานก็ได้มาในสภาพแบบหนึ่ง ยิ่งมาเจอครูที่เรียกว่าไม่มีทางเลือกด้วยแล้วล่ะก็คงไม่ต้องบอกนะค่ะว่าเด็กจะเข้าใจได้อย่างไร เพราะว่าเขาก็ไม่มีทางเลือกที่จะประกอบอาชีพอื่นแล้ว จะให้เขาเก่งกาจมาสอนให้เด็กมีความรู้ได้ยังไง แต่ครูบางคนก็ต้องยอมรับว่าแม้ครูเองจะไม่เป็นคนเรียนเก่ง แต่เสาะหาเทคนิคความรู้และเทคนิคในการสอนมาทำให้เด็กเข้าใจง่ายอันนี้ขอชื่นชม แต่รู้มั้ยค่ะว่าคุณครูส่วนใหญ่ต้องมีกิจกรรมพิเศษ สอนพิเศษ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจ สู้ให้เด็กไม่เข้าใจแล้วพ่อแม่ติดต่อสอนพิเศษเป็นรายได้เสริมไม่ดีกว่าหรือค่ะ
ตอนอนุบาลคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกมีอีคิวดี ไม่อยากให้ลูกต้องเรียนเขียนให้เป็นเร็ว บอกได้คำเดียวว่าเมื่อลูกคุณขึ้นป.1 ลูกคุณจะตามเพื่อนไม่ทัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ฉลาด แต่เขากำลังเผชิญสภาวะกดดันต่อการทำความเข้าใจในภาษาซึ่งแม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนยังอ่านไม่ถูก เขียนไม่ได้ จำไม่หมด มาเป็นประการสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเกิดความรู้สึกขยาดและไม่อยากเรียน เมื่อสะสมไปเรื่อยจนถึงมหาวิทยาลัย เด็กเหล่านี้จึงรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก ถูกตีกรอบมาโดยตลอด เพราะเกรดไม่ดี คะแนนไม่ถึงก็ไม่มีช่องทางอื่น ก็ต้องเลือกสายที่คะแนนต่ำกว่า เลือกเรียนคณะที่คะแนนต่ำกว่า หรือไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว ลองดูรอบ ๆ ตัวเราก็ได้ค่ะ ผู้ใหญ่บางคนเองกว่าจะรู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ก็ไม่มีโอกาสได้ลองทำก็ยังมี เพราะรู้แต่ว่าต้องจบปริญญาตรีเพื่อเป็นใบเบิกค่าแรงกับนายจ้าง ได้มากน้อยเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับคณะฯ นี่ค่ะสังคมของเราในปัจจุบัน
และเชื่อเหลือเกินว่าข้าราชการไทยได้ไปศึกษาดูงานประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ต่ำกว่าสามสี่สิบปี แต่เหตุใดคุณกลับพัฒนาคุณภาพการศึกษาตีโจทย์ไปได้ผิดเพี้ยนขนาดนี้ หากได้ลองศึกษาหลักสูตรการศึกษาของประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบว่าเด็กเล็กจะถูกให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาร่างกาย สติและอารมณ์ ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น มีวิชาบังคับด้านพลศึกษาสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง และบังคับไปจนถึงขั้นอุดมศึกษาแต่ลดเหลือ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กไทยขี้โรคและไม่ชอบออกกำลังกาย ทำไมประเทศไทยถึงมีแนวโน้มที่วัยุรุ่นหนีเรียนไม่สนใจการเรียน มีวุฒิภาวะทางอารมณ์แย่ลง ก็ลองนึกภาพดูนะค่ะว่าหากเราเรียนด้วยสภาพการเรียนในปัจจุบัน เราจะไม่ปลดปล่อยตัวเองหรือหากเราโตพอที่จะเดินหนีไปไหนมาไหนได้ตัวเองแล้ว
โตแต่หัว แต่ตัวและใจเปราะบางค่ะ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของบ้านเรา หากอาจารย์จะมี่ช่องทางหรือกระตุกต่อมใครได้ก็อยากขอให้ช่วยลูกหลานของเราในเร็ววันค่ะ
ปล.หวังว่าคงไม่ใช่ความเห็นที่ยาวเกินไปนะค่ะ
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์พูดได้ตรงใจมาก ๆ เลยค่ะ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ระบบการศึกษาหรือไม่ แต่สำหรับตัวเองคิดว่าการเลี้ยงดูมีส่วนอย่างมากในการดำเนินชีวิตของบุตรหลาน ตัวเองเป็นคนต่างจังหวัดแต่เห็นน้อง ๆ ในที่ทำงานเดียวกันเลี้ยงลูกแบบคุณหนูมาก ไม่เคยใช้ทำอะไร ให้เรียนอย่างเดียว อยากได้อะไรก็หามาให้ขอให้เอ่ยปาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เป็นชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้รำรวยอะไร ลำบากแค่ไหนก็หามาให้ลูกได้ ลูกก็ไม่เคยเห็นความลำบากพ่อแม่แค่เอ่ยปาก ส่วนพ่อแม่ก็วาดฝันอยากให้ลูกไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ วางแผนอนาคตให้หมด คิดให้ทุกเรื่องจน
ลูกเองก็ไม่กระตือรือร้นตาม ไม่ต้องคิดอะไร แค่ทำ และอยากได้อะไรก็ขอได้ สุดท้ายหลายครอบครัวก็มีปัญหาเพราะ เมื่อโตขึ้นเด็กจะไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าต่อตัวเอง หรือต่อสังคม คิดก็ไม่เป็น เพราะไม่ได้คิดด้วยตัวเองตามวัยที่ควรจะเป็น ถึงแม้เรียนจบแล้วมาทำงาน ก็มีปัญหา เพราะเค้าจะไม่มีความอดทนที่จะทำงาน มีแต่ความอยากได้เงินเยอะ ๆ แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำงานได้แค่ไหน คิดว่าก่อนที่เราจะไปแก้ไขระบบการศึกษา ก็อยากให้มองดูที่ครอบครัวก่อนเพราะเป็นสถาบันแรกที่มีผลมากในทุก ๆเรื่องค่ะ