เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสขับรถเดินทางไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพ และยังได้มีโอกาสเดินทางโดยอาศัยรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ผมเองก็ได้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ อย่างในเมืองหลวงของเราที่ชื่อว่ากรุงเทพมหานคร และเกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่า จิตสำนึกของคนกรุงเทพเรื่องของน้ำใจไมตรีมันเริ่มเหือดหายกันไปเรื่อยๆ ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะนำมาเขียนเล่าให้อ่านกัน เผื่อว่าจะใช้บล๊อกนี้เป็นช่องทางในการเพิ่มความเอื้ออารีต่อสังคมที่เราอยู่กันด้วยนะครับ
- เรื่องแรกนี้เป็นเรื่องของการขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งช่วงเวลาที่คนเยอะๆ นั้น ก็จะมีการเข้าแถวกัน เพื่อรอขึ้นรถไฟ ในขณะที่รถไฟเข้าเทียบชานชลา จนกระทั่งประตูเปิดออกให้คนที่อยู่ในรถไฟออกมา คนข้างในยังไม่ทันออก คนที่รออยู่ด้านนอก ก็ดันเข้าไปทันที ผมเอง ก็งงๆ ว่า แล้วจะเข้าออกกันได้อย่างไร ถ้าคนข้างในยังออกกันไม่หมด นอกจากนี้ ยังมีคนประเภทเห็นแก่ตัวแบบสุดๆ ที่จู่ๆ ก็วิ่งเข้ามาโดยไม่ได้เข้าคิว เพื่อเข้าสู่ตัวรถก่อนคนที่เข้าคิวกันมายาวนาน โดยที่ไม่สนใจ หรือไม่แคร์สายตาของคนอื่นเลย คนแบบนี้จะเรียกว่าอะไรดี
- เรื่องที่สอง ระหว่างที่ผมเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย ผมก็เดินของผมไปตามปกติ เพราะนี่คือทางม้าลายสำหรับให้คนเดินข้ามถนน จู่ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับบีบแตร และยิงไฟสูงเพื่อเร่งให้ผมและกลุ่มคนเดินข้ามถนนเดินให้เร็วขึ้น ผมถามท่านผู้อ่านหน่อยว่า คนเดินข้ามถนนนี้ผิดมากเลยใช่หรือไม่ ที่ไปเดินขวางทางรถยนต์ ประเทศที่เขามีมารยาทในการใช้รถใช้ถนนนั้น เขาจะให้เกียรติคนเดินถนนก่อนรถยนต์ เวลาพบคนที่กำลังจะข้ามทางม้าลาย ก็จะหยุดให้ข้าม โดยไม่ลังเลเลย และจะรอจนคนเดินข้ามถนนผ่านไปอย่างปลอดภัยก่อน จึงจะออกรถ แต่บ้านเรานี่ บีบแตรไล่คนข้ามถนนทั้งๆ ที่เขาข้ามกันตรงทางม้าลาย บ้านเรานี่คนข้ามถนนต้องให้รถไปก่อน แต่บางประเทศเขาจะให้คนไปก่อน รถไปทีหลังเพราะรถยังไงก็ไปเร็วกว่าอยู่แล้ว จะช้าอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป คนที่ขับรถแบบนี้จะเรียกว่าอะไรดีครับ
- เรื่องที่สาม ขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่มาจากสองทาง และจะเข้ามาสู่ทางร่วมเดียวกันนั้น ถ้าเป็นต่างประเทศที่มีมารยาทในการขับรถ เขาจะรู้กันเองเลยว่า จะต้องไปแบบสลับกันทางละคัน ซ้ายคันนึง ขวาคันนึง สลับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเราทำได้แบบนี้จริงๆ ตามทางร่วมต่างๆ จะลดปัญหาการจราจรติดขัดได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะมันจะไหลตามกันไปเรื่อยๆ แต่บ้านเราหรอครับ ต้องขับจี้ตูดคันหน้าให้ใกล้ที่สุดเพื่อไม่ให้อีกทางหนึ่งแทรกเข้ามา ต่างคนต่างคิดแบบนี้ ก็เลยไม่มีใครยอมให้กันเลย สุดท้ายไม่ทางใดทางหนึ่งก็จะติดอยู่นาน จนกระทั่งต้องมีบางคันยอมเสี่ยงโผล่ออกไปเพื่อจะได้ไป ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากนะครับ สำหรับมารยาทในการขับรถของคนไทย ซึ่งขาดเรื่องนี้อย่างมากมายเลยครับ
จากตัวอย่างในสามเรื่องที่เล่ามานั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าน้ำจิตน้ำใจของคนไทยนั้นหายไปไหนกันหมด เราเริ่มมองตัวเองมากกว่าคนอื่น แค่มีคนมองหน้า ก็แปลว่าเขาหาเรื่องซะแล้ว ทั้งๆ ที่เขาอาจจะชื่นชมเราอยู่ก็เป็นได้ เหตุการณ์ในปัจจุบัน ข่าวคราว ฆ่ากันตายกันอย่างง่ายดาย เพียงแค่การมองหน้ากัน และการเข้าใจผิดกันเริ่มมีมากขึ้น ประเทศไทยที่เป็นเมืองแห่งคนที่มีน้ำใจ เป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม เป็นเมืองแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนเหล่านี้หายไปไหนกันหมด
ผมคิดว่าเราอาจจะต้องปลูกฝังความคิดที่เป็นระบบระเบียบ และความมีวินัยให้กับคนไทยให้มากขึ้นกว่านี้ โดยเน้นให้มองประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อน มากกว่าแค่มองประโยชน์ส่วนตน ฟังดูจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเราจะทำได้
วันนี้ขออนุญาตระบายความในใจสักวันนะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ และหวังว่าท่านผู้อ่านทุกคนจะช่วยกันทำให้ประเทศไทยของเราเป็นเมืองแห่งน้ำใจไมตรี ช่วยกันวันละนิด วันละหน่อย แม้จะเป็นกลุ่มคนเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ผมเชื่อว่า กลุ่มคนเล็กๆ นี้ถ้าพร้อมใจกันกระจายน้ำใจไมตรี และส่งต่อสิ่งที่ดีๆ ให้กับคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่นานก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นก็ได้นะครับ
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับน้ำใจไมตรีครับ
อาจารย์ค่ะ การมีน้ำใจเมตตา อารีย์ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าผู้ให้เคยช่วยเหลือใครต่อใคร แล้ววันหนึ่งเจอมรสุมชีวิต คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือไม่เคยเหลียวมามองหรือช่วยเหลือเลยล่ะค่ะ อาจารย์คิดว่าคนที่มีใจเต็มร้อยในเรื่องความช่วยเหลือจะหมดศรัทธาหรือเปล่าล่ะค่ะ พอเขาหมดประโยชน์
ก็น่าเห็นใจนะครับ แต่ผมเองก็ยังยืนยันในการทำความดีนะครับ ผมเชื่อของผมเองว่า เราทำแล้วเราสบายใจ ไม่ต้องให้ใครมาเห็น ไม่ต้องให้ใครมาสนใจ หรือใส่ใจ แต่เราเกิดความสบายใจของเรา ผมก็สบายใจแล้วครับ (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ)
ขอบคุณสำหรับของคิดนะครับ
เจอเหตุการณ์เดียวกับที่อาจารย์เจอเลยค่ะ ทั้งเรื่องรถไฟฟ้า และโดยเฉพาะการข้ามถนน เนื่องจากอาศัยอยู่ในเขตชุมชน มีคนรอข้ามถนนกันเยอะมากๆ จนท.รปภ.ของตึกที่พักอยู่ก็อุตส่าห์มาช่วยโบกไม่โบกมือขอความร่วมมือ คนใช้รถ ใช้ถนน ให้เห็นใจ คนข้ามถนนบ้าง แต่บ่อยครั้งที่คนขับ ก็ไม่เห็นสนใจ ยังรีบขับไวๆ ไม่อยากให้คนข้ามด้วยซ้ำ และก็ได้แต่คิดว่าทำไมพวกเขาถึงได้รีบเร่งขนาดนั้น
เชื่อค่ะว่าคนมีน้ำใจ ก็ยังมีอยู่มาก เหมือน จนท.รปภ.ท่านนี้ ที่คอยช่วยเหลือคนข้ามถนนอยู่ทุกวัน
สมัยนี้ศิลธรรมและจรรยาบรรณ หายไปจากจิตสำนึกของคนบางคนจนจะหมดแล้วตั้งแต่ที่มีการยกเลิกการสอนวิชา ศิลธรรมและหน้าที่พลเมืองที่เราเคยเรียนสมัยอยู่ชั้นประถม ตอนนี้มีแต่การสอนให้ทำอย่างไรก็ได้ที่จะอยู่ได้ในสังคมแม้แต่การเอาเปรียบผู้อื่น อย่าไปหวังอะไรมากเลยครับ พยายาม รักษาตัวเองให้ปลอดภัย ไว้ดีที่สุดตรับ ผมเคยจะถูกรถชนก็หลายครั้งเวลาเดินข้ามทางม้าลาย หรือแม้แต่ถนนในซอยที่มีแต่ถนนสำหรับรถยนต์แต่ไม่มีทางเดินเท้า เพราะทางเดินเท้าถูกผูมีอำนาจนำไป ให้เช่าขายของ
เคยเจออย่างที่อาจารย์เล่าเลยค่ะ
….โดนแซงคิวหน้าตาเฉย
…..จอดรถให้คนข้ามถนน โดนคันหลังกดแตรไล่
….. เคยเห็นคนข้ามถนน ไม่กล้าจอดเพราะคันหลังจี้ติดท้ายมาเร็วมากก (กลัวโดนชน)
เขาว่ากันว่า เมืองไทย เป็นสยามเมืองยิ้ม เมืองพุทธ คนมีน้ำใจไมตรี
แต่….. น่าแปลกนะคะ ที่เจอแบบนี้ได้ทุกวัน
เขาว่า(อีกล่ะค่ะ) ว่า คนขับรถ จะมีจิตใต้สำนึก(ขณะขับรถ)ว่าเป็นอาณาเขต อาณาจักรของตน จึงแสดงพฤติกรรมตาม จิตใต้สำนึกค่ะ
จึงพบว่า บางคน ปกติ นิสัยดี๊ดี แต่ขับรถได้ ใจร้อนมาก ก็มีค่ะ
อาจารย์คะ นึกได้ว่า มีหนัง(ฝรั่ง) เรื่องนึง มีเด็กชาย คนหนึ่ง ทำการบ้านจากโจทย์ที่อาจารย์ให้นักเรียนไปทำก็คือ “Think of an idea to change our world – and put it into action” นั่นคือการให้นักเรียนคิดหาวิธีว่า จะเปลี่ยนโลกของเราอย่างไรให้ดีขึ้น และจงลงมือทำ
ซึ่งเด้กคนนั้นได้ทำการบ้านด้วยการคิดวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกขึ้นมา ชื่อว่า “Pay it Forward” ซึ่งเป็นการทำความดี หรือช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนอย่างน้อยสามคน แล้วให้คนที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นไปช่วยผู้อื่นต่ออีกสามคน และช่วยเหลือต่อกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นจากคนที่ได้รับการช่วยเหลือ 3 คน ก็จะเป็น 9 เป็น 27 เป็น 81 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด สังคมก็จะกลายเป็นสังคมที่ผู้คนให้การช่วยเหลือกัน…
เรามาลองเริ่มทำกันดูไหมคะ…เผื่อว่า เมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้นมาอีกสักนิดนึง…..