เรื่องของวินัยอีกครั้ง

พอพูดถึงเรื่องของวินัยในตนเองเมื่อวานนี้ไป ก็อดไม่ได้ที่จะเอาประสบการณ์ตอนไปญี่ปุ่นมาเล่าให้อ่านกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของวินัยของคนในชาติเขานะครับ

คนญี่ปุ่นค่อนข้างขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่มีวินัย และมีความรับผิดชอบที่สูงมากๆ ทีเดียว อะไรที่เป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของตนเอง เขาจะทำอย่างเต็มที่ และจริงจังกับมันมาก แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม เท่าที่ผมสังเกตจากการไปใช้บริการตามร้านค้าต่างๆ สิ่งที่เห็นชัดมากๆ ก็คือ ความเอาใจใส่ต่อตัวสินค้าที่เราซื้อ ก็คือ ไม่ว่าจะซื้ออะไร แพง หรือ ถูกแค่ไหนก็ตาม เขาจะห่อสินค้านั้นด้วยกระดาษอย่างดี และตั้งใจห่ออย่างดีด้วยนะครับ ไม่ใช่สักแต่ว่าห่อไปเรื่อยๆ แบบใส่ใจทุกขั้นตอนก็ว่าได้

เวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า หรือ รถไฟฟ้าที่มีบันไดเลื่อน สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ถ้าใครจะยืนเฉยๆ เพื่อให้บันไดมันเลื่อนเราขึ้นไป ก็จะยืนชิดไปข้างหนึ่ง และเหลือไว้อีกข้างหนึ่ง เพื่อให้คนที่ต้องการความเร็วได้เดินแซงขึ้นไป จะไม่เคยเห็นใครที่ยืนจูงมือกัน แล้วก็ขวางทางแบบบ้านเราเลย ดังนั้นถ้าคนญี่ปุ่น หรือคนฝรั่งเขามาเที่ยวห้างบ้านเรา เขาจะงงมากกับการใช้บันไดเลื่อน เพราะเรายืนเต็มพื้นที่ครับ (แต่จริงๆ บ้านเราก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะนี่คือวัฒนธรรมของบ้านเราเอง)

เรื่องถัดมาก็คือ เวลาจะเดินข้ามถนน ถ้าเราเดินข้ามตรงทางม้าลาย คนขับรถเขาจะหยุดให้เราข้ามไปก่อน โดยที่คนเดินนั้นแทบจะไม่ต้องหยุดรอเลย ผมไปถึงที่นั่นด้วยความที่ข้ามถนนในกรุงเทพมาเยอะ พอถึงแยก เราก็หยุด เพื่อที่จะให้รถไปก่อน(ด้วยความเคยชิน) รถก็หยุดเหมือนกัน เพื่อให้คนเดินข้ามไปก่อน เราก็เลยต้องรีบจ้ำเพราะเกรงใจเขา แต่เห็นคนอื่นเขาก็เดินด้วยความสบายใจปกติ ผมว่านี่คือวินัยที่เขาสร้างกับคนของเขาได้ดีมากๆ เลยครับ เมื่อไรที่มีทางม้าลาย แล้วคนกำลังจะข้าม คนขับรถจะหยุดให้ทันทีครับ แต่ถ้าเทียบกับบ้านเรา เราต้องหาจังหวะข้ามเอาเองครับ เมื่อไรที่ข้ามทางม้าลายแล้วไปตัดหน้ารถ เขาก็จะบีบแตรไล่ทันที (อาจจะมีเสียงด่าตามมาได้) เห็นแบบนี้แล้ว ผมอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเรามากเลยครับ ทั้งๆ ที่บ้านเราก็เพิ่งจะออกกฎหมายมาว่า ให้รถหยุดให้คนข้ามตรงทางม้าลาย แต่ก็น้อยคนนักที่จะปฏิบัติตาม

เรื่องของข้ามถนนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นที่ญี่ปุ่นก็คือ มีอยู่วันหนึ่งผมนั่งอยู่ในร้านอาหาร ซึ่งอยู่ตรงหัวมุมถนนเล็กๆ แถบชนบท ซึ่งไม่ค่อยจะมีรถวิ่งมากมาย ผมเห็นเด็กคนหนึ่งออกมาจากโรงเรียน แล้วต้องการจะข้ามถนนมาซื้อของในร้านขายของชำซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนเขา ผมเห็นเด็กคนนี้เดินมาข้ามถนนที่ทางม้าลายแล้วก็เดินย้อนกลับไปซื้อของที่ร้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนของเขาเอง ผมยังคิดเล่นๆ เลยว่า ถ้าเป็นผม ผมก็คงเดินข้ามถนนตรงนั้นไปแล้ว ไม่เดินอ้อมมาข้ามทางม้าลายหรอก นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของวินัยที่เขาปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กเลย

เรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องของความรับผิดชอบ คนญี่ปุ่นโดยปกติ จะรับผิดชอบต่อผลงานที่ตัวเองทำไว้ ถ้าทำได้ดี ก็มักจะถ่อมตัว ถ้าทำได้ไม่ดี ก็จะยอมรับว่าตนเองผิด และจะขอแก้ไขให้ จะไม่มีการโบ้ยความผิดให้คนอื่นเด็ดขาด นี่ก็เป็นความรับผิดชอบที่เข้มข้นมาก อาจจะได้รับสืบทอดมาจากซามุไร ที่เวลาทำอะไรผิดก็จะยอมรับผิดโดยการฮาราคีรีตัวเอง เพื่อชำระความผิดที่ตนเองก่อขึ้น โดยที่คนอื่นก็มองว่า ที่เป็นการกระทำที่มีเกียรติ ก็เลยติดกันมาถึงในปัจจุบัน แต่ก็อาจจะมีซาๆ กันไปบ้างครับ

ผมคิดว่าวินัยของคนในชาตินี่แหละครับ จะเป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไปได้ คนไทยเองก็มีวินัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะครับ แต่ก็ยังติดที่ยังรักสบายอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร เพียงแต่เวลาทำงานก็ขอให้มีวินัย มีความรับผิดชอบในงานของตนเอง ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ

5 ความคิดเกี่ยวกับ "เรื่องของวินัยอีกครั้ง"

Add yours

  1. จริงครับ ผมเคยให้ลูกอมแก่เด็กญี่ปุ่นที่เมืองมิโตะ อายุประมาณ3-4ฃวบ ผมเห็นน้องแกะลูกอมแล้วก็เดินไปที่ถังขยะ เพื่อหย่อนกระดาษหุ้มลูกอมลงถังขยะ ซึ่งมันก็ไกลออกไปประมาณ100เมตร แล้วก็วิ่งกลับมานั่งใกล้ๆผม เออ…. น่ารักดี555

  2. ใช่ครับคนของเค้ามีวินัยมากครับ…..เป็นเพราะรากฐานวัฒนธรรมของเค้า อิงจากบูชิโด หรือแนวคิดทางหลักของซามูไรนั้นเอง…..ซึ่งถือเกียรติยศ ชื่อเสียง ยิ่งชีพ……. และประวัติศาตร์อันยาวนาน ที่เกิดสงครามในแต่ละยุคต่างๆ ทำให้ญิปุ่นมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก เพราะสงคราม กว่าจะถึงยุคที่โชกุนโตกุกาวา ได้รวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางได้สำเร็จ รวมประเทศ โดยมีจักรพรรดิเป็นแค่สมมุติเทพ แต่ไม่มีอำนาจ ได้หล่อหลอมให้คนมีความอดทน มีวินัย และซื่อสัตย์ เช่นเดียวกับชาวจีนที่เน้น เรื่องซื่อสัตย์ กตัญญู และการรวมประเทศ ทำให้ตระกูลชั้นปกครอง(แต่ละตระกูลจะมีคนในสังกัดจำนวนมาก) มีความภาคภูมิใจในชนชาติและเผาพันธ์ของตนเอง ยิ่งตอนจีนยุคสมัย ที่มองโกเลีย ได้ยกทัพเรือจำนวนมาก มาแพ้ โดย โดนลมแห่งเทพเจ้าที่เราจะคุ้นว่า กามิกาเซ ทะลายกองทัพ ทำให้ชนะศึกในครั้งนั้น ทำให้ญิปุ่นยิงทะนงตนและภูมิใจในเผาพันของตนเอง และจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ เมื่อมีเรือของชาวตะวันตกเข้ามาเทียบท่า และถือปืนไฟ ด้วยความที่ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนทำให้คนที่ได้เห็นตกใจเหมือนเห็นมนุษย์ ต่างดาวก็ไม่ปาน และได้เข้าพบโชกุน ด้วยคนที่จำนวนน้อยมาก และได้ทำสัญญาบางอย่าง(ไม่แน่ใจว่าสัญญาอะไร) ที่ญิปุ่นเสียเปรียบ ทำให้ชนชันปกครองของญิ่ปุ่นรู้สีกเสียเกียรติ หรือเสียหน้า เป็นอย่างมาก คับแค้นใจ จึงได้เกิดแนวคิดในชนชั้นปกครองที่จะเอาสิ่งดีๆจากต่างชาติมาพัฒนาตนให้เท่าเทียม ทำให้หลังจากเหตุการณืนั้น ญี่ปุ่นเริ่มปรับตัว รับเอาวัฒนธรรม และเทคโนโลยีที่ดีของต่างชาติ เข้ามาพัฒนาประเทศ โดยหวังว่าวันหนึ่งจะกลับมายืดหน้า ภูมิใจในเผาพันธ์ ตนเองอีก ครั้ง พัฒนาจนเป็นชาติมหาอำนาจประเทศนึงก็ว่าได้ การวางรากฐานของคนญิปุ่นจากวัฒนธรรมที่ค่อยๆหล่อหลอม ทำให้คนญิปุ่นมีวินัยดีเยียมนั้นเอง…………….นี้ก็ข้อมูลแบบคร่าวๆนะครับ มาแบ่งปันกัน

    ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าประเทศที่มีความสมบูรณ์ อย่างไทย ที่ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ไม่ค่อยได้ผ่านพบกับความยากลำบากระดับชาติยาวนานเท่าไหร่ ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ขายขาย มีความสุขสบาย ทำให้การมีวินัยของคนไทยแท้ๆไม่สูงนัก ถึงแม้ปัจจุบันที่คนเชื้อสายจีน ที่มีความอดทนมากกว่า สร้างตัวรำรวย ได้มาผสมผสานวัฒนธรรม จีงทำให้ลูกหลานจีน ณ ปัจจุบัน มีอยู่ทั่วไป แต่สิ่งดีๆจากบรรพบุรุษก็ ค่อยๆ จางหายไปที่ละน้อย จากการกลืนของวัฒนธรรม
    ทำให้คนไทยมีนิสัยง่ายๆ สบายๆ แต่มันก็เป็นส่วนดีเหมือนกัน เพราะทำให้คนไทยมีนิสัยเอื้อเฟือ เพื่อแผ่ จิตใจดี ความเป็นมิตรสูงกว่าชาติต่างๆ นั้นเอง

    ส่วนการปลูกฝังวินัยคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วอายุคน หรือกล่าวได้ว่าเป็นได้ยาก…..และเป็นความท้าทายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับชาติ(หน้า) อิอิ

    1. ที่คุณปริญญาตอบกลับมานั้น เป็นความรู้ที่ดีมากเลยครับ ทำให้เราเห็นเลยว่า กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งใดนั้น มันต้องใช้เวลาสั่งสม ผมชอบตรงที่ว่า เขาแปลงเอาความคับข้องใจให้กลายมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์
      ประเทศของเขาให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ ไม่ใช่แปลงความคับข้องใจมาเป็นเรื่องของสงคราม หรือความขัดแย้ง (ก็อาจจะมีบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง)
      แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นเองก็ได้รับบทเรียนและสร้างประเทศเขาจนได้อย่างทุกวันนี้

      จริงๆ ของไม่ดีในญี่ปุ่นเองก็มีเช่นกันนะครับ ไม่ใช่จะดีไปซะทุกอย่าง เพียงแต่เขาสามารถใช้จุดแข็งของเขาสร้างประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้
      ดูอย่างเรื่องรถไฟก็ได้ครับ บ้านเราการรถไฟมีตั้งแต่สมัย ร.5 จนปัจจุบันก็ยังไม่มีอะไรเจริญก้าวหน้าไปจากเดิมมากนัก แต่การรถไฟของญี่ปุ่นนั้น คนละเรื่องเลยครับ เจริญก้าวหน้าจริงๆ
      และถือเป็นการคมนาคมหลักของประเทศเขาเลย ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวกัน เพราะรถไฟของเขานั้น ชอนไชไปเกือบทุกส่วนของประเทศ

      อยากให้บ้านเราพยายามสร้างประเทศให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เอาประโยชน์ใส่ตัว แล้วก็หาเรื่องทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น ประเทศจะล่มจมเข้าสักวัน

  3. คนไทยโดยส่วนใหญ่ โดยนิสัยรักความสบายเป็นพื้นฐาน จึงค่อนข้างยากกับการจัดระเบียบวินัยในตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าจะกระทำมิได้ อยู่ที่มีความคิด มีความตั้งใจที่จะกระทำมากน้อยแค่ไหน เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะถือลัทธิเอาอย่าง (ที่ไม่ดี) กันซะส่วนมาก เห็นมีคนกระทำก็ทำบ้าง เช่น ไม่ขึ้นสะพานลอยข้ามถนน แต่วิ่งข้ามถนนบางทีก็วิ่งข้ามซะใต้สะพานลอยเลย แล้วก็มีคนทำตาม ดิฉันมองว่าเป็นอย่างนั้นค่ะ ดังนั้น การปลูกฝังจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับคนไทย ก็คงต้องเริ่มสอนลูกหลานคนใกล้ตัวเราให้เห็นถึงระเบียบวินัยนั่นแหละค่ะ จึงพอจะเริ่มต้นได้บ้าง

    ดิฉันได้อ่านบทความของคุณมาโดยตลอด และได้นำบางบทความมาเผยแพร่ให้พนักงานทุกคนในองค์กรได้อ่าน เพื่อให้เขาได้รู้จักการเรียนรู้และปรับแนวคิดของตนเอง ต้องขอขอบคุณมากนะคะ สำหรับบทความดี ๆ เช่นนี้ และมีประโยชน์สำหรับดิฉันจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

    1. ต้องขอขอบพระคุณที่ติดตามบทความของผมมาตลอดครับ ถ้าบทความของผมสามารถเป็นประโยชน์กับพนักงานของบริษัทได้ ผมก็ยินดีมากครับ
      ถ้ามีอะไรติชม ก็ยินดีมากๆ เลยนะครับ หรือจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันก็ได้ครับ

      ขอบคุณครับ

ส่งความเห็นที่ Parinya PM387 ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑