การให้บริการอย่างเต็มใจ (Service Mind)

ขณะนี้ผมได้เดินทางกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ และก็จะมีบทความทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และเรื่องของภาวะผู้นำมาให้อ่านกันทุกวันเหมือนเดิมครับ

วันนี้จะขอเริ่มเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ผมได้สังเกตเห็นในขณะที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วผมมีโอกาสไปประเทศนี้ 2 ครั้งแล้ว ก็คือเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ที่เพิ่งจะกลับมาวันนี้

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นอย่างแรกที่ผมเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นก็คือ เรื่องของจิตใจให้บริการของคนญี่ปุ่นนั้น ในความเห็นผมที่สัมผัสมาสองครั้ง ผมคิดว่าเขามีจิตใจที่คอยช่วยเหลือ และคอยให้บริการลูกค้าของเขาอย่างเต็มใจมากมายเลยครับ

ผมไปถึงสนามบินที่เมืองนาโงย่า แต่ติดปัญหาที่ไม่สามารถเข้าเมืองได้ เพราะว่า จำชื่อโรงแรมไม่ได้ เนื่องจากเอกสารที่ให้กรอกก่อนที่จะเข้าเมืองนั้นจะต้องกรอกที่อยู่ของโรงแรมที่เราจะไปพัก และเอกสารการจองโรงแรมทั้งหมดนั้น ผมโหลดขึ้นเครื่องบินไปหมดเลย ไม่มีอะไรติดตัวเลย และการตรวจคนเข้าเมืองนั้นจะทำก่อนที่จะออกไปรับกระเป๋าที่สายพานด้านนอก ผมก็เลยหมดทางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี

เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ก็เดินเข้ามาหาทันทีที่เขาทราบว่าผมมีปัญหาเกิดขึ้น เขาก็ถามด้วยภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมเองก็แทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย ผมก็ตอบเขาไปด้วยภาษาอังกฤษ ดูเหมือนเขาก็จะไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน ผมก็เลยต้องถามเป็นคำๆ ไป เพราะถ้าใช้ประโยคอังกฤษยาวๆ สงสัยคงจะไม่ได้เข้าเมืองแน่นอน ก็คุยกันพักใหญ่ เขาก็ช่วยผมไม่ได้เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าผมพักโรงแรมอะไร

แต่ความช่วยเหลือที่ผมได้นั้นไม่ได้มีแค่นั้น เขาพยายามมากที่จะไปหาเอกสารการท่องเที่ยวที่มีชื่อโรงแรม เพื่อมาให้ผมดูว่าใช่หรือไม่ เผื่อผมจะจำได้ แต่ผมจำไม่ได้ครับ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไม่ยอมไปไหนด้วย ก็ยังพยายามหาทางช่วย โดยการโทรไปปรึกษาเจ้าหน้าที่คนอื่น ว่าพอจะมีทางไหนบ้างที่จะช่วยได้ พยายามพูดและยิ้มกับผม เหมือนกับให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยว ปัญหาเดี๋ยวก็แก้ได้ (อันนี้ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะครับ)

จากวิธีการต่างๆ ก็ไม่ได้ผล ผมจะเขียนชื่อโรงแรมมั่วๆ ไป ตอนนี้ก็ไม่ได้แล้ว เพราะดูเหมือนเขาก็คงจะพอรู้แกวอยู่ สิ่งที่ผมคิดออกตอนนั้นก็คือ ผมจองโรงแรมผ่านอินเตอร์เน็ต และได้รับใบ confirm ผ่านมาทางอีเมล์ “ผมต้องเช็คอีเมล์ให้ได้” ผมคิดในใจ ก็เลยตัดสินใจถามไปเลยว่า มีคอมพิวเตอร์ให้ผมสามารถตรวจสอบอีเมล์ได้หรือไม่

ด้วยความมีจิตใจให้บริการที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เขาก็กุลีกุจอให้ผมได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และเชื่อมอินเตอร์เน็ต (ความเร็วสูงมากกว่าที่บ้านผมเยอะเลย) แล้วผมก็ได้ชื่อโรงแรมมาด้วยความช่วยเหลือ และอัธยาศัยที่ดีงามของเจ้าหน้าที่คนนั้น (ผมยังรู้สึกขอบคุณอยู่เลย)

อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ ผมจะเดินทางไปฮาโกเน่ ซึ่งจะต้องมีการต่อรถไฟหลายทอด และผมก็เริ่มสับสนในชีวิตว่าจะไปทางไหน รถไฟที่นั่งนี้มันไปได้หรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจถามคนที่นั่งข้างๆ บนรถไฟ เธอก็ใจดีมากพยายามตอบมาเป็นชุดเลย (บังเอิญว่าผมดันไปใช้ภาษาญี่ปุ่นถาม ก็เลยได้คำตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวเหยียด) ผมฟังไม่เข้าใจเลย ก็เลยบอกว่าใช้ภาษาอังกฤษกันเถอะ แล้วก็อีกตามเคยครับ เธอผู้นั้นไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เลย เอาละสิ แต่ด้วยจิตใจที่อยากช่วยเหลือกะเหรี่ยงอย่างผม เธอควักโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วเปิดพจนานุกรมญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ และก็เริ่มสื่อสารกลับมา โดยใช้การพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วเครื่องก็จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็สามารถอ่านจากภาษาอังกฤษได้บ้าง ก็ค่อยยังชั่วหน่อย

แต่พอถึงช่วงที่จะต้องเปลี่ยนรถไฟ ผมก็เข้าใจไปว่าผมจะต้องไปต่ออีกขบวนหนึ่ง ก็เลยเดินออกไปถามเจ้าหน้าที่ของสถานี ซึ่งเขาก็ชี้ไปที่ขบวนของเธอที่จะต้องไป แต่ตอนนั้นผมมั่นใจว่าผมกับเธอจะต้องไปคนละขบวนกันแน่นอน ก็เลยเดินไปที่ช่อง information ของสถานี แล้วก็ถามเจ้าหน้าที่ที่สามารถคุยภาษาอังกฤษได้ เขาก็ตอบกลับมาว่าเป็นขบวนนั้นถูกต้องแน่นอน และรถจะออกในอีกสองนาทีแล้ว ผมก็วิ่งสิครับ

สิ่งที่ผมเห็นกับตาก็คือ เธอคนนั้นออกมายืนรอผมอยู่ด้านนอกของรถไฟ พอเห็นหน้าผม เธอก็กวักมือเรียกหยอยๆ เลย เป็นนัยว่า ให้เร็วๆ เข้า รถไฟกำลังจะออกแล้วนะ นี่ถ้าผมไปไม่ทัน ผมว่าเธอก็คงยังยืนคอยแน่นอนเลย

จากนั้นก็ค่อยๆ มาสื่อสารกันใหม่ ก็ปรากฎว่า เธอจะไปที่เดียวกับที่ผมไปนี่แหละ แต่อธิบายให้ผมเข้าใจว่ารถไฟขบวนแรกไปไม่ถึงต้องเปลี่ยนนะ ผมก็เข้าใจว่า ไปกันคนละที่ เดี๋ยวผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟนะ (เฮ้อ เหนื่อย แต่ก็สนุกครับ)

สิ่งที่ผมเล่าให้อ่านนี้ แค่อยากสื่อให้เห็นว่า จิตใจให้บริการของคนญี่ปุ่นที่ผมเจอมานั้น เขามีให้เราเต็มที่เลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก แล้วเข้าไปถามทาง หรือจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เขาจะยิ้มและกล่าวต้อนรับตลอด พอมีปัญหาอะไร เขาก็จะพยายามแก้ไขให้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีบ่น หรือ ทำหน้าเซ็งๆ แบบเจ้าหน้าที่บางคนของบ้านเรา

ผมยังสงสัยอยู่เลยว่า บ้านเราที่ได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้มนั้น ยังยิ้มกันจริงๆ อยู่หรือเปล่า และยังมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันจริงๆ หรือเปล่า เวลาไปซื้อของตามห้าง ตามร้าน ในประเทศไทย ก็ยังคงเห็นพนักงานที่ทำงานกันแบบขอไปที ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านแล้ว กลับเดินหนี เพราะไม่ค่อยอยากทำงาน และไม่อยากให้บริการเท่าไร หรือไม่ก็ตอบแบบขอไปที เวลาไม่รู้ก็ไม่มีการช่วยหาคำตอบให้ลูกค้า ปล่อยให้ลูกค้าไปหาเอาเอง

จริงๆ ก็ไม่ได้เขียนเยินยอเขามากมายหรอกครับ เป็นเพียงความประทับใจส่วนตัว แล้วก็นำเอามาเชื่อมโยงกับการบริหารบุคคลของเขาว่า เขาทำอย่างไรที่ทำให้พนักงานของเขา หรือคนของเขายินดีที่จะให้บริการผู้อื่นอย่างเต็มที่แบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟญี่ปุ่น ที่มีหลายสายให้สับสนมากมาย พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้ฟังต่อนะครับ ว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทรถไฟ เขาให้บริการอย่างไร เล่นเอาผมซาบซึ้งมากเลยครับ

5 ความคิดเกี่ยวกับ "การให้บริการอย่างเต็มใจ (Service Mind)"

Add yours

  1. เห็นด้วยค่ะ เคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครั้งนึงบริการและช่วยเหลือดีมาก
    ขนาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ที่มีManagerเป็นชาวญี่ปุ่นจะบริการดีมาก
    เค้าบริการแบบใส่ใจจริงๆค่ะ ไม่คำนึงการแต่งตัวหรือเงินในกระเป๋าเรา และไม่ใช่แค่ถามเป็นเซ็ทแบบท่องจำ

    เคยทำงานกับนายญี่ปุ่นด้วยค่ะ ก็ออกจะดุเรื่งงาน เพราะเค้าใส่ใจลูกค้ามาก
    ขนาดชงชายังเข้มงวดเลย แต่เราก็ไม่กดดัน เพราะเมื่อเราทำให้ลูกค้าแล้วมีแต่ได้กับได้ค่ะ

  2. เรื่องที่ท่านเล่ามานั้น ขอบอกเลยว่า ผมเชื่อครับ เพราะเจอมากับตัวแล้ว ที่วิทยาลัย แห่งนึง ในเมืองคูอิบูจิ ใกล้ๆโตเกียว ตอนนั้นผมไปราชการดูงานของวิทยาลัยนั้น เวลาเที่ยงก็ออกไปทานข้าวที่ดรงอาหาร (ทางวิทยาลัยเลี้ยง) ทานข้าวเสร็จผมก็จะไปอีกอาคารนึง ซึ่งห่างกันประมาณ500เมตร แต่ฝนตก ท่านทราบไหมว่า ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งฝ่าไป ไปได้แค่ซัก100เมตรเท่านั้น ท่านครับ มีเด็กนักศึกษา2คน วิ่งตามหลังผมมา พร้อมกับถุงใสๆเท่ากระสอบปุ๋ยบ้านเรา 1 ใบ เรียกผมให้หยุด(แต่จำไม่ได้ว่าเรียกอย่างไร เพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น5555 )
    ผมก็หยุด แล้วเขาก็ยื่นถุงนั้นให้ผม แล้วก็วิ่งกลับไปที่โรงอาหารไป บอกตรงๆน๊ะ มันช่างซาบซึ้งมาก ดูจากรอยยิ้ม ดูจากสายตาที่เขามองเรา ผมน๊ะอยากรู้จักเขาจริงๆ ไม่รู้เป็นเพราะความน่ารักของหน้าตาน้องเขาด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ อิอิ
    แต่เหตุการณ์วันนั้นมันทำให้ผมอยากอยู่ญี่ปุ่นนานๆ เชิ่อแล้ว ญี่ปุ่นเมืองยิ้มจริงๆ

  3. ผมเพิ่งกลับจากพักร้อนที่ญี่ปุ่นมาก็รู้สึกอย่างที่อาจารย์กับเพื่อนๆเเชร์กันเเหละครับ ว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนมีน้ำใจดีมาก

    เท่าที่ได้ยินมาเเละจากที่ไปเจอมากับตัวเอง น้อยครั้งนะครับที่เค้าจะกระโจนเข้ามาช่วยเหลือเราเลย โดยทั่วไป คุณต้องเข้าไป approach เขาก่อน เพราะเขาเองก็อาจไม่ค่อยมั่นใจว่าคุณต้องการให้ใครช่วยไหม หรืออาจจะไม่รู้ว่าคุณต้องการให้เขาช่วยหรือป่าว

    เเต่ถ้าบอกให้เขารู้ว่าเราต้องการความช่วยเหลือน้า นั้นเเหละ เขาจะพยายามเต็มที่เลยที่จะช่วยเหลือเราให้ได้ ถ้าเหลือบ่ากว่าเเรงจริงๆ เขาก็จะขอโทษขอโพยเราเสียอีกเเหนะ สุภาพจริงๆเลย

    เพื่อนคนนึงเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นเล่าให้ฟังว่าคนญี่ปุ่นไม่มีน้ำใจเลย คุยไปคุยมาสรุปว่าเขาเองก็ไม่ได้เอ่ยปากขอให้ใครช่วยหนิครับ คาดหวังให้คนญี่ปุ่นเขาเข้ามาช่วย สุดท้ายก็เลยไม่มีใครเข้ามาช่วย

    คนญี่ปุ่นหลายคนถึงจะพูดอังกฤษไม่เก่ง เเต่ก็ไม่กลัวคนต่างชาตินะครับ ช่วยเหลือกันเต็มเหนี่ยวเสมอ

  4. ดิฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปเป็นนักศึกษาทุนวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งไม่มีเงื่อนไขหรือข้อแม้ทีต้องเมื่อรับทุนแล้วก็ต้องกลับมาชดใช้ทุนคืนแต่อย่างไร และประเทศญี่ปุ่นก็มีโอกาสได้ใช้บริการกับดิฉัน ด้วยการจ้างดิฉันมาปฏิบัติงานในฝ่ายบุคคลค่ะ

    สิ่งที่ดิฉันได้รับจากทุนมันมีมากมายมหาศาลไม่ใช่แค่เพียงความรู้ แต่ว่ายังได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่ดีของประเทศญี่ปุ่นมากมายหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ประทับใจ และก็ยังติดตัวมาใช้กับตัวเองตลอดเวลา นั่นก็ คือ การมีน้ำใจ เอาใจใส่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ยิ่งคุณเอาใจใส่กับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มากขึ้นเท่าไหร่ คุณเองก็จะมองเห็นอะไรที่คุณทำแล้วมีคุณค่า ประทับใจและภูมิใจมากขึ้นเท่านั้น

    สำหรับคำว่า service mind มีทุกหนทุกแห่งในญี่ปุ่นค่ะ
    ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงจากลิฟท์ บางห้างก็มีพนักงานคอยให้บริการเปิดปีดให้อยู่ บางที่ก็มีแต่เสียง บอกว่า ยินดีและขอบคุณที่มาใช้บริการ ลิฟท์หยุดชั้นไหนบอกทุกชั้นว่า ถึงชั้นนั้นแล้ว

    ยิ่งหากใครได้ขึ้นรถเมล์ จะเห็นว่ามีเสียงบอกกล่าวและตัวอักษรวิ่งขึ้นไว้บอกเลยว่า ป้ายรถเมล์ป้ายนี้ชื่ออะไร ป้ายรถเมล์ป้ายต่อไปชื่อะไร เหมือนกับรถไฟทุกที่ทุกสาย ทุกขบวน เหมือนกับรถไฟ้ฟ้า บีทีเอส และรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่งดิฉันคิดว่าคงจะนำแบบอย่างมาจากญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ โดยเฉพาะเรื่องเวลามาตรงตามตารางเวลาเสมอ

    หากใครเคยไปเที่ยวและซื้อของฝากไม่ว่าชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่จะเห็นว่า เค้าจะห่อของขวัญให้คุณหมดทุกชิ้น ไม่เสียค่าห่อ และไม่สนใจว่าจะเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นเล็ก ราคาถูก ราคาแพง

    เวลาพบหน้าคนรู้จักกัน กว่าจะร่ำลากันได้ ก็โค้งแล้วโค้งอีก กล่าวคำลาแล้วกล่าวคำลาอีก จนอยู่ในระยะมองไม่เห็นกันแล้วค่ะ นี่แหละสิ่งที่ดิได้ติดตัวมาใช้กับงานฝ่ายบุคคลทีต้องมีจิตวิญญาณของการให้บริการให้ดีที่สุดด้วยค่ะ โดยเฉพาะนายญี่ปุ่นที่บริษัทดิฉันนะคะ เขาจะรู้ว่าเราสามารถตอบสนองความต้องการและช่วยในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นไปด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ส่งความเห็นที่ วิศาล ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑