เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้เขียนเรื่องของคุณสมบัติของพนักงานที่เป็น Talent มาให้อ่านกันโดยอาศัยแนวคิดของกูรูทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ Dave Ulrich ซึ่งพูดในเรื่องของ HR Transformation จากนั้นก็ได้รับคำถามมาจากท่านผู้อ่าน รวมทั้งลูกค้าหลายๆ รายที่มักจะสอบถามว่า จะมีวิธีการประเมินทางวิทยาศาสตร์ หรือมีเครื่องมือในการประเมินหา Talent ได้แบบเป็นตัวเลขออกมาเลยหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าเรื่องของ Talent นั้นเป็นเรื่องที่ดี และอยากพัฒนา แต่องค์กรมักจะไม่มีเครื่องมือในการประเมินตรงนี้ที่ทำให้เห็นผลออกมาชัดเจนเลย
คำตอบก็คือ เครื่องมือที่ว่านั้นไม่มีหรอกครับ ประเมินพฤติกรรมของมนุษย์ โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรงๆ เลยนั้น อาจจะมีก็ได้นะครับ แต่ส่วนมากเราไม่ค่อยใช้กันสำหรับการบริหารงานบุคคลนะครับ การประเมินพฤติกรรมของพนักงานนั้น สิ่งที่ดีที่สุดก็คือประเมินโดยใช้ดุลยพินิจของหัวหน้างานที่เห็นพฤติกรรมของลูกน้องคนนั้น หรือถ้าพูดภาษาที่เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ ประเมินโดยใช้ความรู้สึกนั่นแหละครับ เพียงแต่คำนี้มันไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับกันสักเท่าไร ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นคำว่า”ดุลยพินิจ” ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะมีเหตุผล และมีวิธีการในการใช้ความรู้สึกอยู่ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องประเมินโดยใช้ความรู้สึกโดยอาศัยหลักเกณฑ์บางอย่างที่ให้ไว้ เพื่อให้ประเมินออกมาอยู่ในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างประเมินกันออกมา
โดยเฉพาะเรื่องของ Talent นั้น ถ้าเราเอาคำจำกัดความเมื่อคราวที่แล้วมาพิจารณา ก็คือสมการข้างล่างนี้
Talent = Competency x Commitment x Contribution
จะสังเกตเห็นเลยว่า แต่ละตัวนั้นมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมมากๆ และยากต่อการวัดและประเมิน ดังนั้นองค์กรที่จะต้องทำ Talent Management นั้น ก่อนอื่นเลยก็ต้องหาคนที่เป็น Talent ให้เจอซะก่อน แล้วใครละที่จะเป็น Talent เราก็สามารถใช้ model ที่กล่าวมาได้เช่นกัน แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ แล้วใครจะเป็นคนประเมินว่าพนักงานคนไหนเข้าสมการข้างต้นได้จริงๆ และจะใช้เครื่องมืออะไรบ้างในการประเมิน
หลายๆ องค์กรก็ใช้เครื่องมือประเมินที่เรียกกว่า 360 องศา แต่เป็นการประเมินเพื่อการพัฒนานะครับ เพื่อเฟ้นหาว่าใครที่น่าจะเข้าข่าย Talent ขององค์กรบ้าง ซึ่งวิธีนี้ก็น่าจะช่วยลดความลำเอียงของหัวหน้างานลงไปได้บ้าง แต่ก็ต้องใช้เวลาและต้องฝึกคนประเมินให้สามารถมองคนเป็น และประเมินได้ว่าแต่ละคนนั้นเข้าข่ายหรือไม่
บางคนก็จะบอกว่าวิธีการประเมินนั้นมันก็ยังใช้ความรู้สึกอยู่ ผมก็ตอบว่าใช่ครับ เพียงแต่ต้องเป็นความรู้สึกที่สมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผลครับ ลองพิจารณาดูกรรมการที่เขาต้องให้คะแนนนักยินนาสติกแต่ละแบบก็ได้ครับ ผมถามว่ากีฬายิมนาสติกนั้นสามารถประเมินออกมาได้ชัดเจนเป็นตัวเลขเลยหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้เลย ใครตีลังกาได้สวยกว่า ใครค้างอยู่กลางอากาศได้นานกว่า หรือลงท่าจบได้สวยกว่า ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นดุลยพินิจทั้งสิ้น แต่ทำไมกรรมการถึงประเมินให้คะแนนออกมาแล้วไม่ค่อยแตกต่างกันมากนักสำหรับนักกีฬาแต่ละคน
คำตอบก็คือ กรรมการจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ครับ
- เป็นผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในกีฬายิมนาสติกมาก่อน เพราะจะรู้ถึงท่วงท่า และความยากของท่าทาง
- รู้ท่าทางมาตรฐานต่างๆ ว่าท่าใดยาก ท่าใดง่าย และรู้ว่ามาตรฐานของท่าทาง ข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้ท่าทางเป็นอย่างไร มาตรฐานของการให้คะแนนเป็นอย่างไร
- มีจิตสำนึกแบบกรรมการมืออาชีพ ก็คือ ไม่มีความลำเอียงนั่นเอง
ดังนั้นคนที่จะประเมินพฤติกรรมของพนักงานได้อย่างชัดเจนนั้น ผมคิดว่าก็ต้องมีคุณสมบัติเดียวกันกับคุณสมบัติของกรรมการข้างต้น ก็จะช่วยให้เราประเมินพฤติกรรมของพนักงานได้โดยไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ
หรือไม่ก็ลองพิจารณาจากกรรมการของการประกวดนางสาวไทยก็ได้ครับ มันไม่มีตัวเลขอะไรที่จะวัดความสวยได้เลย แต่ก็ต้องมีเกณฑ์มาตรฐาน และกรรมการก็ต้องตีโจทย์เกณฑ์ต่างๆ ได้แตกมากๆ จึงจะสามารถประเมินออกมาแล้วไม่ค้านกับสายตาคนดู
ดังนั้นการประเมินพฤติกรรมของพนักงานเพื่อพิจารณาความเป็น Talent นั้นจึงต้องอาศัยผู้ประเมินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และสามารถมองคนออกโดยไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นจุดที่ยากสำหรับหลายๆ องค์กร แต่ถ้าเราอยากจะพัฒนาคน เราก็ต้องฝึกหัวหน้างานแต่ละคนให้มองคนให้ออก โดยให้เขาเห็นถึงลักษณะของ competency ในแต่ละตัวโดยเข้าใจถึงลักษณะพฤติกรรมใน competency นั้นๆ เลย หรือให้มีตัวอย่างพนักงานว่านี่แหละคือพฤติกรรมของคนที่มี competency นั้นๆ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานของทุกคนในองค์กร
เมื่อหัวหน้างานสามารถมองพฤติกรรมของพนักงานออกแล้วโดยไม่ใช้ความรู้สึกส่วนต้ว สิ่งที่จะตามมาก็คือองค์กรได้มีพนักงานที่เป็น Talent อย่างแท้จริง และจะสามารถพัฒนาพนักงานแต่ละคนได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องมองแค่เพียงว่าพนักงานคนนี้ “ใช้ง่าย หัวอ่อน ไม่เคยขัดใจหัวหน้าเลย” ก็เลยกลายเป็น Talent ไปเสียฉิบ
…..!!!…“ใช้ง่าย หัวอ่อน ไม่เคยขัดใจหัวหน้าเลย” ก็เลยกลายเป็น Talent ไปเสียฉิบ….!!!
อุ๊บส์… เป็นทาเล้น……..มันเป็นกันง่ายๆขนาดนั้นเลยเหรอคะอาจารย์