วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนจะเขียนให้อ่านกัน ขอเล่าถึงที่มาที่ไปว่าทำไมผมจึงนึกถึงนิทานเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ที่มาก็คือ ในการประชุมผู้บริหารของบริษัทซึ่งผมก็นั่งประชุมอยู่ด้วยนั้นมีการ เสนอแนะและแสดงความคิดเห็นต่างๆ มากมาย โดยสมาชิกในทีมบริหารของบริษัท นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์ความคิดเห็น หรือระบบงานเดิมๆ ที่เคยทำกันอยู่ว่า มีอะไรบ้างที่ดี และไม่ดี และอะไรที่ควรจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น
สิ่ง ที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ผู้บริหารบางคนมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและยอมรับในความเห็นคนอื่นอย่าง ง่ายๆ โดยไม่พิจารณาถึงเหตุและผล หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลยว่าสิ่งที่คนอื่นเสนอมานั้น มันมีความเป็นไปได้เพียงใด
คนแรกเสนอมาว่า คุณควรจะทำอย่างนั้นนะ แบบที่ทำอยู่มันไม่ดีเลย
ผู้บริหารท่านนั้นก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า
“อืม…สิ่งที่คุณเสนอมานี่ดีนะ ผมจะไปทำดู”
แล้วต่อจากนั้น ผู้บริหารอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า
“ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดเมื่อครู่ที่ผู้บริหารท่านนั้นเสนอมานะครับ
ผมว่า มันมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ก็คือ……และผมว่าควรจะเปลี่ยนเป็นวิธีนี้น่าจะดีกว่า”
เจ้าของงานก็หันมา แล้วก็พูดด้วยคำพูดเดิมว่า
“อืม…สิ่งที่คุณเสนอมานี่ดีนะ ผมจะไปทำดู”
ผมนั่งฟังอยู่ ก็นึกในใจว่า แล้วตกลงเขาจะเลือกทำทางไหนกันแน่
ทางหนึ่งก็ดีอยากทำ อีกทางหนึ่งก็ไม่เลวน่าทำเหมือนกัน
ที่ผมเล่ามามันแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจในตนเอง
ไม่ มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำอยู่ รวมทั้งไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร และควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เลยเชื่อในสิ่งที่เขาพูดไปซะหมดทุกเรื่อง ลองเปรียบเทียบกับนิทานเรื่องนี้ดูครับ
นานมาแล้วมีพ่อลูกคู่หนึ่ง เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปแสวงหาโชค โดยออกเดินทางไปพร้อมกับม้าขนาดกลางตัวหนึ่ง
พ่อก็ให้ลูกนั่งอยู่บนหลังม้า พอเดินเข้าเมืองเมืองหนึ่ง พ่อลูกก็เริ่มเห็นชาวบ้านยืนซุบซิบกันพร้อมกับมองมาทางตนเอง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอไปถึงร้านอาหารข้างทางจึงเดินเข้าไปเพื่อที่จะหาอะไรรองท้องซะหน่อย เพราะเดินทางมานานแล้ว แล้วพ่อลูกก็ได้ยินโต๊ะข้างๆ นินทาว่า
“เนี่ยะ ไม่รู้เป็นลูกภาษาอะไร ช่างอกตัญญูเหลือเกิน นั่งอยู่บนหลังม้าสบาย
ปล่อยให้พ่อเดินเมื่อยอยู่คนเดียว ช่างไม่สงสารคนแก่เลยเด็กสมัยนี้”
พ่อลูกได้ยินดังนั้น จึงรีบกินและเดินทางออกจากเมืองนั้น
โดยให้พ่อขึ้นนั่งบนหลังม้าแทน และลูกก็เดินจูงม้า พอเข้าไปยังอีกเมืองหนึ่ง
ก็เกิดเหตุการณ์อย่างเดียวกันอีก ก็คือ มีคนนินทาเข้าหูอีกว่า
“ช่างเป็นพ่อที่แย่จริงๆ นั่งสบายบนหลังม้า ปล่อยให้ลูกเดินจนเมื่อยซะขนาดนี้”
ได้ยินดังนั้น ก่อนเดินทางออกจากเมืองนี้ทั้งคู่ก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้า
เข้าถึงเมืองที่ 3 คราวนี้ผู้คนนินทาหนักกว่าเดิมอีก ที่เห็นพ่อลูกนั่งอยู่บนหลังม้าทั้งคู่
“ช่างเป็นพ่อลูกที่แย่จริงๆ ไม่สงสารม้าบ้างเลย ตัวก็เล็ก แถมยังต้องแบกคนถึงสองคน
ไม่นึกถึงความรู้สึกม้าเลย” ชาวบ้านนินทามาเข้าหูอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้ให้ทายว่า พ่อลูกคู่นี้จะทำอย่างไร
ออกจากเมืองที่ 3 พ่อลูกก็เลยตัดสินใจเดินจูงม้ากันไปตลอดทาง
พอเข้าเมืองที่ 4 ก็นึกว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ยินคนนินทาอีกว่า
“ช่างเป็นพ่อลูกที่โง่เหลือเกิน มีม้าแต่ไม่ขี่ กลับเดินจูงมาอย่างนั้น!!”
ตกลง ถ้าเราเป็นพ่อลูก เราควรจะทำอย่างไรดีครับ ผมว่า มันคล้ายๆ กับผู้บริหารคนที่ผมเล่าให้ฟังตอนต้น ก็คือ ฟังความคนอื่น และเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองซะก่อนว่า มีความจำเป็นใด หรือสาเหตุอะไรที่ทำให้เราต้องทำแบบนั้น
เพราะฉะนั้น ในการกระทำสิ่งใดก็ตาม จงศึกษาให้ถ่องแท้
เข้าใจถึงที่มาที่ไป และจงเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำถูก
แต่ก็อย่าเชื่อมั่นมากจนเกินไป จนไม่ฟังความเห็นคนอื่นเลยนะครับ
ทางสายกลางยังคงเป็นสิ่งที่ดีครับ
เชื่อว่าหลายๆ บริษัทยังมีผู้บริหารแบบนี้อีกมากจริงๆค่ะ
แต่บางทีเค้าอาจแคร์ความรู้สึกของผู้ที่นำเสนอเรื่องมากเกินไป
จึงไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าเลือกความคิดของตน หรือความคิดจากคนใดคนหนึ่งไปเลย
ข้อดีข้อเสียต่างกันไปค่ะ
บางทีเป็นผู้บริหารต้องทำใจตรงที่ อาจทำอะไรที่ไม่สามารถถูกใจใครไปทั้งหมดค่ะ
นี่หล่ะค่ะ ที่เค้าว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว ….
ขอบคุณค่ะ
ไม่ว่าทำอะไรก็ต้องถูกตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ ทำอะไรที่ตนคิดว่าถูกต้องและสมควรก็ทำไปเถอะ