ในโลกปัจจุบันที่ความวุ่นวายถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย ใจของเรามักเตลิดไปกับเรื่องราวในอดีตที่แก้ไขไม่ได้ หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จนลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงนั้นตั้งอยู่ตรงหน้า ในเสี้ยววินาทีที่เรายังมีลมหายใจเข้าและออก การดึงสติกลับมาจึงเปรียบเสมือนการปักสมอเรือให้หยุดนิ่งท่ามกลางพายุที่บ้าคลั่ง ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ดูนะครับ
บ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อนอบอ้าว เณรน้อม นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ แต่ใบหน้าของเขากลับดูวุ่นวาย สองมือขยับยุกยิก ปากพึมพำถึงงานที่ยังทำไม่เสร็จ และกังวลถึงบทสวดที่จะต้องทดสอบในวันพรุ่งนี้
หลวงตาคง เดินผ่านมาเห็นเข้า จึงเข้ามาทักและถามว่า “น้อม… ดูนั่นสิ ลิงตัวนั้นมันกำลังทำอะไร?”
เณรน้อมลืมตาขึ้นมอง เห็นลิงป่าตัวหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้น วิ่งไล่กวดเงาของตัวเองที่ทอดไปบนพื้นดิน พอมันตะครุบเงาหัว เงาก็ขยับหนี พอมันจะจับเงาหาง เงาก็เลื่อนหาย ลิงตัวนั้นดูเหนื่อยหอบและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
“มันกำลังไล่จับสิ่งที่จับไม่ได้ครับหลวงตา” เณรน้อมตอบพลางหัวเราะน้อย ๆ
หลวงตาคงยิ้มบาง ๆ แล้วย้อนถาม
“แล้วเจ้าล่ะน้อม ตอนนี้เจ้าต่างจากลิงตัวนั้นตรงไหน ใจของเจ้าวิ่งไปหาอดีตที่จบไปแล้ว วิ่งไปหาอนาคตที่ยังเป็นเพียงเงา เจ้าเหนื่อยไหมที่ต้องวิ่งตามสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง”
เณรน้อมชะงักไป หลวงตาจึงกล่าวต่อ “กลับมาหา ‘บ้าน’ ของเจ้าซะเดี๋ยวนี้”
“บ้านอยู่ที่ไหนครับหลวงตา?” เณรน้อมถามด้วยความสงสัย
หลวงตาคงชี้ไปที่จมูกของเณร “บ้านของเจ้าอยู่ตรงปลายจมูกนี้เอง ลองหายใจเข้าให้ลึกจนรู้สึกถึงลมที่ผ่านเข้าไป และหายใจออกให้ยาวจนความกังวลหลุดลอยไปพร้อมกับลมนั้น เมื่อลมเข้า เจ้ารู้ว่ามีชีวิตอยู่ เมื่อลมออก เจ้าปล่อยวางทุกสิ่ง”
เณรน้อมหลับตาลง หลับตาเพื่อหยุดมองเงาที่ไล่ตามไม่ทัน แล้วเริ่มหายใจตามที่หลวงตาสอน ทันใดนั้น ความวุ่นวายในหัวก็เริ่มสงบลง ราวกับฝุ่นละอองที่ถูกฝนชะล้างจนสะอาดตา
ข้อคิด
ลมหายใจคือปัจจุบันขณะ เพียงหนึ่งเดียวที่จิตใจสามารถเกาะเกี่ยวไว้ได้เป็นที่พึ่งที่มั่นคงที่สุด
- หยุดวิ่งไล่เงา ความคิดกังวลคือเงาที่ไม่มีตัวตน ยิ่งวิ่งไล่ตาม ยิ่งเหนื่อยเปล่า
- ลมหายใจคือสมอเรือ ทุกครั้งที่ใจว้าวุ่น ให้ดึงความรู้สึกกลับมาที่ทางเข้าออกของลมหายใจ เพราะในขณะที่เรา “รู้ลม” เราจะไม่มีที่ว่างให้ “ความทุกข์” เข้ามาแทรก
ใส่ความเห็น