นิทานสอนใจ เรือไม้ในสายหมอก

ในโลกที่เราต่างเร่งรีบสร้าง “ตำแหน่งแห่งที่” และพยายามนิยามว่าตนเองคือใครผ่านอำนาจ ข้าวของเครื่องใช้ หรือบทบาททางสังคม เรามักเผลอคิดไปว่าสิ่งเหล่านั้นคือ “ตัวเรา” ที่ถาวร ยิ่งเราพยายามยึดถือเอาไว้แน่นเท่าไหร่ ความกังวลว่าจะสูญเสียมันไปก็ยิ่งกัดกินใจ จนกลายเป็นความทุกข์ที่มองไม่เห็น ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เราเรียกว่า “เรา” นั้น เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนสายน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เช้าวันหนึ่งที่วัดป่าบนเขาสูง เณรมั่น นั่งขัดสมาธิด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มือข้างหนึ่งกำชายจีวรแน่น เมื่อเห็น หลวงตาคง เดินผ่านมา เขาจึงโพล่งถามออกไปด้วยความอัดอั้น

“หลวงตาครับ ผมพยายามนั่งสมาธิเพื่อให้ ‘ตัวผม’ บรรลุธรรม เพื่อให้ ‘ตัวผม’ หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยิ่งพยายามหาว่า ‘ตัวผม’ คืออะไร ผมกลับยิ่งวนเวียนเหมือนพายเรือในอ่าง สรุปแล้ว ‘ตัวผม’ อยู่ที่ไหนกันแน่ครับ?”

หลวงตาคงไม่ตอบเป็นคำพูด แต่กลับเรียก เณรน้อม ที่กำลังกวาดใบไม้อยู่ใกล้ๆ ให้มาหา

“น้อม… ไปเอาเรือไม้ลำเล็กในสระบัวขึ้นมาให้หลวงตาที”

เมื่อเณรน้อมนำเรือไม้ลำเก่ามาวาง หลวงตาคงจึงสั่งให้เณรมั่นแยกชิ้นส่วนเรือนั้นออกทีละชิ้น เณรมั่นทำตามด้วยความสงสัย เขาถอดไม้พายออก ถอดแผ่นกระดานที่พื้นเรือออก และรื้อเสากระโดงจิ๋วออกมาจนเหลือเพียงกองไม้พะเนิน

“มั่น… ไหนคือเรือ?” หลวงตาถามเรียบๆ

เณรมั่นชี้ไปที่กองไม้ “นี่ไงครับหลวงตา กระดานพวกนี้รวมกันคือเรือ”

“ถ้าหลวงตาเอาไม้พายชิ้นนี้ไปเผาไฟ เรือจะยังอยู่ไหม?” หลวงตาถามต่อ

“ก็…ยังเป็นเรือที่ไม่มีพายครับ” เณรมั่นตอบ

“แล้วถ้าหลวงตารื้อกระดานไม้แยกไปทิ้งในป่าทั้งหมด เหลือเพียงความว่างเปล่า เรือลำนั้นหายไปไหน?”

เณรมั่นนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ หลวงตาคงจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเมตตาว่า

“เรือนั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่ต้น มันเป็นเพียงชื่อเรียกที่เราสมมติขึ้นเมื่อเอาไม้หลายแผ่นมาวางต่อกัน เมื่อแยกออก ‘เรือ’ ก็หายไป”

ตัวเจ้าก็เช่นกัน มั่น… ร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้ และความคิดนี้ มันมาประชุมรวมกันเพียงชั่วคราว เจ้าไปยึดเอาความว่างเปล่าที่มาประกอบกันนั้นว่าเป็น ‘ของฉัน’ มันจึงทุกข์เพราะกลัวว่าเรือจะพัง ทั้งที่แท้จริงแล้ว… ไม่มีใครอยู่ในเรือลำนั้นเลย”

เณรมั่นคลายมือที่กำจีวรออก ความเคร่งเครียดบนใบหน้าจางหายไป เหลือเพียงความโปร่งเบาในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ข้อคิด

คำว่า “ตัวเรา” เป็นเพียงชื่อสมมติที่ใช้สื่อสาร (สมมติสัจจะ) เพื่อให้เราทำหน้าที่ในโลกได้อย่างถูกต้อง แต่ในทางเนื้อแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ) ทุกอย่างล้วนเป็นองค์ประกอบที่มารวมกันชั่วคราว

  • อย่าหลงในหัวโขน ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือรูปลักษณ์ เป็นเพียง “แผ่นไม้” ที่มาประกอบเป็นเรือชั่วคราว
  • ลดแรงปะทะ เมื่อรู้ว่าไม่มี “ตัวตนที่ถาวร” ให้ต้องปกป้อง จิตใจจะเบาสบายขึ้น ไม่ว่าใครจะชมหรือตำหนิ มันก็เป็นเพียงลมที่พัดผ่านกองไม้ไปเท่านั้น

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑