ในโลกปัจจุบันที่ความสำเร็จถูกวัดด้วยยอดไลก์และการเปรียบเทียบ เรามักติดอยู่ในวงจรของ “ตัณหา” ที่อยากได้เพื่อปรนเปรอตัวตนจนไม่มีวันจบสิ้น นิทานเรื่องนี้จะช่วยให้เราเห็นความต่างของ “ฉันทะ” ที่มุ่งหวังความดีงามของงาน ซึ่งจะนำพาใจให้หลุดพ้นจากความหิวโหยและพบความอิ่มใจที่แท้จริง ลองอ่านกันดูนะครับ
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่เชิงเขาอันเงียบสงบ มีศิษย์เซนสองคนได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้สร้าง “ศาลาพักใจ” เพื่อเป็นทานแก่ผู้เดินทาง ศิษย์ทั้งสองคนได้รับวัสดุและเวลาเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ต้นทางของแรงปรารถนาในใจของศิษย์แต่ละคน
ศิษย์คนที่หนึ่ง
ศิษย์คนแรกชื่อ เก่ง เขามุ่งมั่นที่จะสร้างศาลาที่ใหญ่ที่สุดและวิจิตรที่สุด เพื่อให้ทุกคนที่ผ่านไปมาต้องเอ่ยปากชมและยกย่องในความสามารถของเขา
- แรงขับเคลื่อน ความอยากของเขาเกิดจาก “ตัวกู” ที่ต้องการการเสพเสวยคำชื่นชม
- สภาวะที่เกิดขึ้น แม้ศาลาจะใกล้เสร็จ แต่เก่งกลับไม่มีความสุข เขาคอยกังวลว่าจะมีใครสร้างได้ดีกว่าไหม หรือต้องเพิ่มลวดลายตรงไหนอีกเพื่อให้เด่นกว่าเดิม กังวลว่าจะมีใครชื่นชมเขาหรือไม่
- ผลลัพธ์ ความอยากของเขากลายเป็น วัฏจักร ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งได้รับคำชมเขาก็ยิ่งหิวโหยในคำชมที่มากกว่าเดิม ราวกับนกยูงที่ต้องคอยรำแพนหางอวดความงามตลอดเวลาจนเหนื่อยล้า
ศิษย์คนที่สอง
ศิษย์คนที่สองชื่อ สุข เขามุ่งมั่นที่จะสร้างศาลาที่แข็งแรงและสอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เดินทางได้พักผ่อนอย่างสบายที่สุด
- แรงขับเคลื่อน ความอยากของเขาคือ “ความพอใจใฝ่ดี” ที่มุ่งเน้นไปที่ เป้าหมายของงาน และความสมบูรณ์ของศาลาเป็นหลัก
- สภาวะที่เกิดขึ้น ในขณะทำงาน สุขมีความจดจ่ออยู่กับทุกลมหายใจและการวางไม้แต่ละชิ้น เขาไม่กระวนกระวายถึงชื่อเสียง แค่คิดว่าต้องสร้างงานด้วยความประณีต ใส่ใจ
- ผลลัพธ์ เมื่อศาลาสร้างเสร็จสมบูรณ์ ความอยากของเขาก็จบลงด้วยความ อิ่มใจ (ปราโมทย์) เขาสามารถนั่งพักในศาลานั้นอย่างสงบ ไม่มีความหิวโหยหรือต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมอีก
เมื่ออาจารย์เดินมาตรวจงาน ท่านได้เรียกศิษย์ทั้งสองมาพบและกล่าวคำสอนสั้นๆ ว่า
“พวกเจ้าเห็นความต่างหรือไม่?
ตัณหา คือความหิวที่หลอกล่อให้เจ้าเดินเป็นวงกลม ยิ่งเดินยิ่งไกลจากจุดพัก เพราะเป้าหมายของมันคือการปรนเปรอตัวตนที่ไม่มีวันอิ่ม
ส่วน ฉันทะ คือเข็มทิศที่นำทางเจ้าไปสู่จุดหมาย เมื่อถึงที่หมายแล้ว เจ้าสามารถวางสัมภาระและนั่งพักได้อย่างแท้จริง
จงทำงานด้วยใจที่อยากให้ ‘งานดี’ แต่อย่าทำงานด้วยใจที่อยากให้ ‘กูดี’ เพราะอย่างแรกจะนำมาซึ่งปัญญา แต่อย่างหลังจะนำมาซึ่งภาระที่ไม่มีวันสิ้นสุด”
ข้อคิด ความสำเร็จที่ปราศจากความสุข มักเกิดจากการที่เราใช้ตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน แต่ความสำเร็จที่มาพร้อมกับความสงบ คือผลลัพธ์ของฉันทะที่มุ่งหวังในความดีงามของงานนั้นๆ ครับ
ใส่ความเห็น