นิทานสอนใจ ป่าช้าของคนเป็น

เคยมั้ยครับ ที่นั่งอยู่ด้วยกันกับเพื่อน ครอบครัว นั่งท่านข้าวโต๊ะเดียวกัน แทนที่จะคุยกัน ยิ้มกัน หัวเราะกัน กลับกลายเป็นว่าทุกคนนั่งก้มหน้าดูจอในความเงียบสนิท เพราะกลัวการพูดคุยต่อหน้าและกลัวคนอื่นได้ยิน แต่กลับไปหมกมุ่นอยู่กับโลกเสมือน ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ดูนะครับ

ณ ศาลาไม้หลังใหญ่กลางวิทยาลัยสงฆ์ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงถกธรรมและเสียงหัวเราะของเหล่าศิษย์หนุ่ม วันนี้กลับปกคลุมไปด้วย ความเงียบที่ชวนขนลุก

อาจารย์เซนคัง เดินเข้ามาในศาลาในช่วงเวลาพัก ท่านพบศิษย์นับร้อยนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีใครสบตาใคร ทุกคนนั่งก้มหน้า แสงสีฟ้าจาก “แผ่นหินส่องสว่าง” ในมือสะท้อนขึ้นมาฉาบบนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ นิ้วมือขยับไถไปมาอย่างรวดเร็วแต่ไร้เสียง

อาจารย์คังหยุดยืนอยู่กลางห้อง แล้วจู่ ๆ ท่านก็แผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงนั้นดังสนั่นจนนกบนหลังคาบินหนี แต่เหล่าศิษย์กลับเพียงแค่สะดุ้งเล็กน้อย แล้วก้มลงมองจอในมือต่อราวกับถูกมนต์สะกด

อาจารย์คังจึงเดินไปหยุดตรงหน้าศิษย์ผู้หนึ่งแล้วถามว่า

“ที่นี่มีใครตายหรือ? เหตุใดป่าช้าแห่งนี้จึงดูหนาแน่นไปด้วยซากศพเช่นนี้”

ศิษย์หนุ่มผู้นั้นตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ท่านอาจารย์ พวกเราไม่ได้ตาย พวกเรากำลังสนทนากันอยู่ใน ‘โลกเมฆา’ มันปลอดภัยกว่า เพราะเราไม่ต้องกลัวว่าใครจะแอบฟังเสียงของเรา ไม่ต้องอายเมื่อต้องสบตาใคร และเราสามารถเป็นใครก็ได้ที่เราอยากเป็น”

อาจารย์คังยิ้มอย่างเย็นชาแล้วหยิบ “แผ่นหินส่องสว่าง” ของศิษย์ผู้นั้นขึ้นมา แล้วเดินไปที่ถังน้ำโคลนข้างศาลา ก่อนจะโยนมันลงไปในโคลนทันที!

ศิษย์หนุ่มร้องอุทานด้วยความตกใจ “ท่านอาจารย์! ท่านทำลายโลกของข้า!”

อาจารย์คังจึงกล่าวคำสอนที่แสบสันขึ้นว่า:

“โลกของเจ้างั้นหรือ? โลกที่เจ้าต้องหลบซ่อนอยู่หลังกระจกใสเพราะ หวาดกลัวลมหายใจของมนุษย์ อย่างนั้นหรือ?

เจ้าบอกว่ากลัวคนอื่นได้ยินเสียงของเจ้า แต่เจ้ากลับยอมให้ ‘เงา’ ในเครื่องจักรนั่นพราก ‘ตัวตน’ และ ‘เวลา’ ของเจ้าไปทั้งหมด

ความเงียบที่พวกเจ้าสร้างขึ้น ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความขลาดกลัว เจ้ากลัวการปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริง เพราะมันมีความเสี่ยง เจ้าจึงเลือกที่จะซุกตัวอยู่ในความเงียบที่มีแสงสีหลอกตา

จำไว้ว่า… นกที่ร้องเพลงในป่า ย่อมมีชีวิตชีวากว่านกที่เงียบกริบเพราะกลัวถูกนักล่าได้ยินเสียง และคนที่สบตากันแม้เพียงเสี้ยววินาที ก็ยังเข้าถึงแก่นธรรมได้มากกว่าคนที่ส่งข้อความหากันนับพันปีในโลกที่ไร้ตัวตน

อาจารย์คังมองไปรอบห้องที่ศิษย์คนอื่นๆ เริ่มเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ แล้วทิ้งท้ายว่า

“หากพวกเจ้ายังเลือกที่จะก้มหน้าและกลัวที่จะเอ่ยปาก พวกเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘วิญญาณเร่ร่อน’ ที่มีร่างกายแข็งแรง แต่ไร้จิตวิญญาณที่จะสัมผัสถึงมนุษย์ที่นั่งอยู่ข้างกาย”


ข้อคิด: ในยุคที่เราเชื่อมต่อกันได้ทั่วโลกผ่านปลายนิ้ว เรากลับ “โดดเดี่ยว” ที่สุดในโลกแห่งความเป็นจริง ความสะดวกสบายในการสื่อสารผ่านหน้าจอ กลายเป็นกำแพงหนาที่กักขังเราจากความกล้าที่จะเผชิญหน้าและยอมรับความจริงของผู้อื่น การรู้จักวางหน้าจอลงแล้วสบตาคนตรงหน้า คือก้าวแรกของการหลุดพ้นจาก “ป่าช้าของคนเป็น” ครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑