ในยุคสมัยที่สังคมเปราะบางดั่งเศษแก้วและความโกรธแค้นปะทุขึ้นง่ายดายเพียงแค่การขับรถปาดหน้าหรือถ้อยคำถากถาง จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด ภูมิปัญญาเซนเรื่องนี้จะช่วยเป็นเกราะกำบังทางจิตใจ ให้เราเรียนรู้วิธีหยุดพายุอารมณ์ด้วยอาวุธที่เรียกว่า “สติ” และการยอมรับใน “เหตุปัจจัย” ของเพื่อนมนุษย์ เพื่อรักษาชีวิตและจิตใจให้รอดพ้นจากวังวนแห่งความรุนแรงครับ
ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาดที่ผู้คนเบียดเสียด อาคัง ศิษย์หนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบกำลังเดินตามอาจารย์เซนของเขา ทันใดนั้น ชายขี่ม้าคนหนึ่งควบม้าอย่างรีบร้อนจนน้ำโคลนกระเด็นใส่เสื้อผ้าสะอาดของอาคัง อีกทั้งยังชนเข้ากับถ้วยชาใบโปรดในมือของเขาจนตกลงไปแตกละเอียดบนพื้น ชายผู้นั้นไม่ได้หยุดขอโทษแม้แต่นิดเดียว แถมยังหันมาสบถด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายก่อนจะควบม้าจากไป
อาคังตัวสั่นด้วยความโกรธ “ช่างไร้การศึกษา! ช่างใจดำ! คนแบบนี้ไม่สมควรอยู่ในสังคมที่สงบสุข!” เขาเตรียมจะวิ่งไปตะโกนด่าตอบด้วยความโกรธแค้น
อาจารย์เซนยื่นมือมาแตะไหล่อาคังเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“อาคัง… เจ้ากำลังพยายามวิ่งไปเก็บเศษแก้วที่แตกแล้วมาทิ่มแทงหัวใจตัวเองอยู่นะ”
อาคังหันมาถามด้วยความไม่พอใจ “ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของเขาหรือ? จะให้ข้านิ่งเฉยต่อสิ่งที่ ‘ไม่ถูกต้อง’ เช่นนี้ได้อย่างไร?”
อาจารย์เซนชี้ไปที่น้ำโคลนบนเสื้อและเศษถ้วยบนพื้น แล้วสอนว่า
“ในวินาทีที่เหตุการณ์เกิดขึ้น หากเจ้าไม่รีบ ดึงสติ กลับมาที่ลมหายใจ เจ้าจะกลายเป็นเหยื่อของความโกรธทันที จงบอกตัวเองว่า ‘มันเป็นอย่างนั้นเอง’ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้ น้ำโคลนกระเด็นแล้ว ถ้วยแตกแล้ว และชายผู้นั้นก็ได้ทำพฤติกรรมเช่นนั้นไปแล้ว”
อาจารย์หยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“แล้วลองใช้ปัญญาพิจารณาดูเถิดว่า ‘เขาก็มีเหตุปัจจัยของเขา’ เราไม่รู้หรอก ว่าเขากำลังรีบไปดูใจแม่ที่กำลังจะตาย หรือเขาอาจเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนก้าวร้าวเพื่อความอยู่รอด พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาจึงเป็นเพียง ‘ผลลัพธ์’ จาก ‘เหตุ’ ที่เขามี”
เมื่ออาคังได้ฟัง ลมหายใจที่หอบถี่เริ่มสม่ำเสมอขึ้น เขาเริ่มมองเห็นว่าความโกรธที่เขามีนั้น ไม่ได้ช่วยให้เสื้อสะอาดขึ้นหรือถ้วยชากลับมาดีดังเดิม แต่มันกลับทำลายความปกติสุขในใจเขาเอง
อาจารย์เซนทิ้งท้ายว่า
“การรักษาจิตให้เป็นอิสระ คือการไม่ยอมให้พฤติกรรมที่เจ้าไม่ถูกใจ มาเป็นเจ้าชีวิตของอารมณ์เจ้า เมื่อเจ้าเข้าใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน เจ้าจะมองเห็นผู้ที่ทำตัวไม่น่ารักด้วยความเมตตาแทนความโกรธ และนั่นคือชัยชนะที่แท้จริง”
อาคังพยักหน้าอย่างนอบน้อม เขาก้มลงเก็บเศษถ้วยชาด้วยใจที่สงบ และเริ่มก้าวเดินต่อไปในตลาดที่วุ่นวายด้วยความรู้สึกที่เป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ข้อคิด: เมื่อเราหยุดตัดสินผู้อื่นด้วยบรรทัดฐานของตัวเอง และยอมรับความเป็นไปของเหตุปัจจัยตามกฎธรรมชาติ เราจะพบว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโลกต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น แต่อยู่ที่ใจเราที่รู้วิธีวางมือจากไฟที่กำลังเผาตัวเองอยู่ครับ
ใส่ความเห็น