อยากชนะ AI ต้องเลิกพฤติกรรมการทำงานแบบนี้

ในยุคที่ AI สามารถเขียนโค้ด วาดรูป และวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ในเสี้ยววินาที ความจริงที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องที่ “AI จะครองโลก” แต่คือความจริงที่ว่า มนุษย์ที่ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ จะไม่มีที่ยืนอีกต่อไป

หากเรายังพยายามแข่งกับ AI ในสิ่งที่มันถนัด เช่น ความเร็ว ความจำ หรือความแม่นยำ เราแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปที่ “จุดอ่อน” ของ AI เราจะพบกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอด นี่คือลักษณะของคน 3 ประเภทที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุด และทักษะที่คุณต้องรีบสร้างถ้าไม่อยากเป็นคนกลุ่มนั้น

1. คนที่ทำงานตาม “คู่มือ” โดยไม่สน “บริบท”

AI ถูกสร้างมาเพื่อทำตามคำสั่ง (Algorithm) และแพทเทิร์นอย่างเคร่งครัด หากงานของคุณคือการทำตามขั้นตอน 1-2-3 เป๊ะ ๆ โดยไม่ต้องใช้การพลิกแพลงหรือสามัญสำนึก คุณกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

  • ทำไมถึงสู้ไม่ได้ AI ทำงานซ้ำๆ ได้เร็วกว่า ถูกต้องกว่า และไม่บ่น แต่มันขาด Common Sense และการอ่านสถานการณ์หน้างาน (Context)
  • ทางรอด เปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ทำตามคำสั่ง” เป็น “นักแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤต” ฝึกทักษะการตัดสินใจในเรื่องที่ไม่มีถูกผิดชัดเจน เรื่องที่ต้องใช้การอ่านบรรยากาศและความยืดหยุ่น ซึ่ง AI ยังทำไม่ได้

2. คนที่ทำงานแบบ “ไร้ใจ” เน้นผลลัพธ์แต่ทิ้งความรู้สึก

คนที่สื่อสารแบบทื่อๆ เน้นแต่เนื้องาน ไม่สนใจเพื่อนร่วมงาน หรือไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของลูกค้าได้ คือกลุ่มเสี่ยงอันดับต้นๆ เพราะ AI สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ แต่ไม่สามารถให้ “ความอบอุ่นใจ” ได้

  • ทำไมถึงสู้ไม่ได้ AI ขาด Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) มันปลอบใครไม่เป็น และไม่เข้าใจความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ หากคุณทำงานบริการหรืองานบริหารแต่ขาดความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ ลูกค้าหรือเจ้านายจะเลือกใช้แชทบอทแทนคุณ เพราะมันตอบเร็วกว่าและรู้ข้อมูลเยอะกว่า
  • ทางรอด พัฒนา Emotional Intelligence (EQ) ความสามารถในการฟังสิ่งที่คนอื่นไม่ได้พูด การเจรจาต่อรอง การให้กำลังใจ และการสร้างความเชื่อใจ คือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของคุณ

3. คนที่หยุด “สงสัย” และหยุด “สร้างสรรค์”

คนที่รอให้คนอื่นป้อนงาน คนที่ก็อปปี้งานเก่ามาส่ง หรือคนที่เชื่อข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม คือคนที่จะถูก AI กลืนกินได้ง่ายที่สุด เพราะ AI เองก็ทำงานด้วยการ “Remix” ข้อมูลเก่าที่มีอยู่แล้ว

  • ทำไมถึงสู้ไม่ได้ AI เก่งเรื่องการประมวลผลสิ่งที่มีอยู่ แต่ขาด True Originality (ความคิดริเริ่ม) และ Moral Judgment (วิจารณญาณทางจริยธรรม) AI อาจแต่งเรื่องมั่ว (Hallucination) ได้อย่างมั่นใจ หากคุณไม่มีความรู้ลึกพอที่จะตรวจสอบ หรือไม่มีจินตนาการพอที่จะคิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณก็เป็นได้แค่ “ผู้ช่วยของ AI” เท่านั้น
  • ทางรอด จงเป็น “Curator” (ผู้คัดสรรและกำกับ) และ “Innovator” (นวัตกร) ใช้ AI ช่วยร่างงาน แต่คุณต้องเป็นคนใส่ “วิญญาณ” จริยธรรม และไอเดียใหม่ๆ ลงไปในงานนั้น

ดังนั้น จงเลิกทำตัวเป็นหุ่นยนต์ แล้วกลับมาเป็น “มนุษย์”

คนเราจะอยู่เหนือ AI ได้ไม่ได้วัดที่ เรารู้อะไรมาก เพราะ AI รู้ทุกอย่าง แต่วัดที่ เราทำอย่างไรกับสิ่งที่เรารู้ และ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไรมากกว่า

ถ้างานที่คุณทำอยู่ ทุกขั้นตอนสามารถเขียนออกมาเป็น Flowchart ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ให้ระวังตัวไว้ แต่ถ้างานของคุณต้องใช้ หัวใจ (Empathy) สัญชาตญาณ (Gut feeling), และจริยธรรม (Ethics) ในการตัดสินใจ ยินดีด้วยครับ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน ก็ยังห่างไกลที่จะมาแทนที่คุณได้

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑