ข้อคิดคนทำงาน: Synergy ที่แปลว่า ตัวใครตัวมัน

วันก่อนมีน้องคนหนึ่งมานั่งระบายให้ฟังครับ ฟังแล้วผมทั้งรู้สึกเห็นใจ จนอดไม่ได้ที่จะหยิบมาเขียนเล่าให้เพื่อน ๆ ในเพจฟัง เพราะเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ “วิภา” (นามสมมติ) น้องคนนี้…

วิภาบอกว่า เดี๋ยวนี้ชีวิตการทำงานของเธอไม่ได้จบลงตอนหกโมงเย็น แต่มันสถิตอยู่ในไอ้เจ้าแอปฯ สีเขียว ๆ ที่ขยันเด้งเตือนตอนสองทุ่มเหมือนจะทวงหนี้ แสงสีฟ้าจากจอมือถือสาดกะพริบลงบนหน้าเธอที่ดูโทรมยิ่งกว่าศพคืนวันศุกร์

เธอเล่าว่า สมัยก่อนเวลาหัวหน้าสั่งงานงี่เง่า อย่างน้อยเรายังหันไป “เบะปาก” ใส่เพื่อนโต๊ะข้าง ๆ หรือชวนกันไปถล่มวงส้มตำหลังเลิกงานเพื่อด่าเจ้านายให้หายแค้นได้ แต่ในยุคปี 2026 ที่ทุกคนอ้างว่าทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) วิภากลับรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในคุกที่ชื่อว่ากลุ่มแชท “Synergy Team”

“ตกลงโปรเจกต์นี้มีใครติดขัดอะไรไหม?” ข้อความจากบอสเด้งขึ้นมา

วิภาบอกผมว่า วินาทีนั้นเธอกำลังจด ๆ จ้อง ๆ แป้นพิมพ์ ใจจริงอยากจะตะโกนใส่หน้าจอไปเลยว่า “หนูติดค่ะบอส หนูเหนื่อย หนูทำไม่ทัน และไอ้ชาร์ตที่บอสส่งมาเนี่ย…หนูดูยังไงมันก็คือรูปพัดลมไม่ใช่รูปยอดขาย!” แต่พอเธอเหลือบไปเห็นตัวเลข ‘Read’ ที่พุ่งไปถึง 18 คน และความเงียบเชียบที่ตามมาราวกับป่าช้ายามวิกาล เธอก็ขยับนิ้วเปลี่ยนคำพูดใหม่ตามมารยาทผู้ดีดิจิทัล

“รับทราบค่ะ ไม่มีปัญหาค่ะ : )” เธอกดส่งพร้อมอิโมจิรูปยิ้มที่ปากโค้งกว้าง ทั้งที่ความจริงดวงตาของเธอ (และของคนอีก 17 คนที่อ่านแล้วเงียบ) มันช่างแห้งแล้งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย

นี่แหละครับคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกกันว่า The Empathy Recession หรือภาวะ “ความเห็นใจขาดแคลน” ในโลกออนไลน์ เราเห็นชื่อเพื่อน เห็นงานเพื่อน แต่เรา “ไม่เห็นหัวใจ” กันเลย เพราะเรามักจะตัดสินคนผ่านตัวอักษร ใครพิมพ์ช้าคืออู้งาน ใครพิมพ์ผิดคือไม่มืออาชีพ และใครที่เงียบคือพวกไร้ตัวตน ทุกคนต่างระแวดระวังตัวจนความกล้าที่จะพูดความจริง (Psychological Safety) ถูกลบหายไปพร้อมกับปุ่ม Backspace

แต่วิภาเล่าต่อด้วยน้ำตาคลอว่า… ท่ามกลางความเงียบนั้น มีข้อความส่วนตัวเด้งขึ้นมาจาก “นพ” รุ่นน้องในทีม “พี่วิภาครับ… ผมเห็นพี่ตอบว่าไม่มีปัญหา แต่ผมว่าพี่น่าจะเหนื่อยนะ เย็นนี้ผมสั่งชานมเจ้าอร่อยไปส่งให้ที่บ้านพี่นะ เห็นพี่เคยบอกว่าชอบ”

วิภานิ่งไปครู่ใหญ่ เธอเพิ่งรู้ซึ้งตอนนั้นเองว่า ความอ้างว้างในโลกดิจิทัลถูกทำลายลงไม่ใช่ด้วยการอัปเกรดเน็ต 5G แต่ด้วย สายตาที่มองทะลุหน้าจอเข้าไปเห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

ข้อคิดจากเรื่องของวิภา ในยุคที่เราคุยกันผ่านหน้าจอ ความใจดี คือเครื่องมือแปลภาษาที่แม่นยำที่สุดครับ อย่าปล่อยให้อีโมจิหน้ายิ้มมาบังตาจนเรามองไม่เห็นความเหนื่อยล้าของเพื่อนร่วมงาน

ลองเช็กคนข้าง ๆ (ผ่านแชทส่วนตัว) บ้างก็ได้นะครับว่า “ไหวไหม?” บางทีชานมหนึ่งแก้ว หรือคำถามสั้น ๆ ว่า “เหนื่อยไหม” อาจมีค่ามากกว่าคำว่า Synergy ทั้งโปรเจกต์ก็ได้

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑