ในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วจนน่าใจหาย ทุกย่างก้าวถูกผลักดันด้วยความเร่งรีบและความกลัวที่จะตามไม่ทัน ทำให้ผู้คนพยายามที่จะ “เดิน” ตลอดเวลา แม้ในขณะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าจังหวะที่ถูกต้องในการใช้ชีวิตนั้นคืออะไร เราควรจะหยุดพักเมื่อไหร่ ควรจะก้าวเดินเมื่อไหร่กันแน่ ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ดูกันนะครับ
อาจารย์เซน อาจารย์ไท่ และศิษย์หนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น เหวิน กำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านที่อยู่หลังแนวเขาสลับซับซ้อน เหวินเป็นศิษย์ที่เชื่อมั่นในกฎเกณฑ์และระเบียบวินัย เขาต้องการ “สูตรสำเร็จ” สำหรับทุกอย่างในชีวิต
ในวันแรกของการเดินทาง เหวินรู้สึกกังวลกับความยาวไกลของเส้นทาง จึงถามอาจารย์ว่า “ท่านอาจารย์! ข้าควรใช้สูตรการเดินแบบไหนจึงจะสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้อย่างรวดเร็วที่สุด”
อาจารย์ไท่ยิ้มและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบว่า
“สูตรมีเพียงข้อเดียวคือ ‘ควรเดินต้องเดิน ควรหยุดต้องหยุด ให้รู้จังหวะของการใช้ชีวิต แล้วจะสำเร็จได้'”
เหวินรับคำอาจารย์ด้วยความเคารพ แต่ในใจเขายังไม่เข้าใจแก่นแท้ เขาจึงตีความคำสอนนี้อย่างตรงไปตรงมา และกำหนด “จังหวะ” ของตนเองขึ้นมาว่า
“ข้าจะเดินให้ครบยี่สิบก้าว แล้วจะหยุดพักหายใจหนึ่งครั้งเสมอ ไม่ว่าเส้นทางจะเป็นอย่างไร!”
เมื่อเดินไปบนเส้นทางที่ราบเรียบ เหวินก้าวเดินด้วยพลังและความเร็ว แต่เมื่อถึงก้าวที่ยี่สิบตามกำหนด เขาก็ต้องชะงักหยุดพักหายใจตามกฎที่ตนตั้งไว้ ทำให้จังหวะที่ควรจะต่อเนื่องต้องสะดุดลง อาจารย์ไท่จึงเดินผ่านไปข้างหน้าอย่างราบรื่น
เมื่อเส้นทางเริ่มลาดชันและต้องปีนป่าย เหวินยังคงพยายามเดินให้ครบยี่สิบก้าว แม้ว่าก้าวที่สิบแปดจะไปตกอยู่บนก้อนหินที่ลื่นและไม่มั่นคง เขาก็ยังฝืนก้าวที่สิบเก้าและยี่สิบ ทำให้เสียหลักและต้องใช้แรงมากกว่าเดิมในการทรงตัว ส่วนจังหวะการหยุดพักของเขาก็มักจะเกิดขึ้นกลางแดดร้อนจัด เพราะเป็นจังหวะที่ครบรอบพอดี
เหวินหอบเหนื่อยและตามหลังอาจารย์ไปไกล เขาเดินไปถึงอาจารย์ไท่ที่กำลังยืนพักผ่อนอย่างสบายๆ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
“ท่านอาจารย์” เหวินกล่าวอย่างอ่อนแรง “ข้าทำตามสูตรที่ท่านให้ทุกอย่าง แต่ข้าเหนื่อยล้ากว่าท่านมาก ทำไมจังหวะของข้าจึงไม่นำมาซึ่งความสำเร็จเลย?”
อาจารย์ไท่ตอบว่า
“จังหวะที่แท้จริงของชีวิต ไม่ได้อยู่ในความคิดที่แข็งกระด้างของเจ้า แต่อยู่ใน ความจริง ที่เท้าของเจ้าสัมผัส”
“เมื่อทางราบเรียบ คือเวลาที่ ควรเดิน เจ้ากลับหยุดตามกฎที่เจ้าสร้างเอง ทำให้เสียพลังแห่งความต่อเนื่อง
เมื่อทางสูงชันและอันตราย คือเวลาที่ ควรหยุด หรือเปลี่ยนจังหวะการวางเท้าอย่างนุ่มนวล เจ้ากลับฝืนเดินให้ครบรอบ ทำให้ต้องใช้พลังต้านทานความจริง”
อาจารย์ไท่ชี้ไปที่ลำธารที่ไหลอยู่เบื้องล่าง:
“จงเป็นเหมือนสายน้ำ เมื่อพบหินใหญ่ มันไม่ต่อต้าน แต่ อ้อม ไป เมื่อพบทางลาดชัน มันก็ ไหล เร็วขึ้น เมื่อพบแอ่งกว้าง มันก็ นิ่งสงบ
ความสำเร็จไม่ได้มาจากการยึดติดใน ‘สูตร’ แต่มาจากการปรับตนให้เข้ากับ ‘จังหวะ’ ของโลกที่กำลังเคลื่อนไหว“
เหวินเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เขาจึงทิ้งกฎ 20 ก้าวของตนเอง และเริ่มฟังเสียงของเท้าตัวเอง ฟังเสียงของพื้นดิน และตอบสนองต่อแสงและเงาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อใดที่เส้นทางเปิด เขาก็เดินอย่างเต็มที่ เมื่อใดที่จำเป็นต้องหยุดเพื่อสังเกตการณ์ เขาก็หยุดอย่างแท้จริง การเดินทางที่เหลือของเขาจึงเต็มไปด้วยความสงบและพลังที่ไม่พร่องไปเลย
ข้อคิด: ชีวิตไม่ได้เรียกร้องให้เราเร่งรีบหรือหยุดนิ่งเสมอไป แต่เรียกร้องให้เรามีสติ รู้จังหวะ ว่าเมื่อใดควรปล่อยพลังออกไป และเมื่อใดควรรวมพลังไว้ เพื่อให้การกระทำของเราสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด
ใส่ความเห็น