การทำผิดกฎบ้าน กฎหมาย ยังไงก็คือความผิดอยู่ดี จะมาอ้างว่า แค่นิดเดียวเอง มันก็คือความผิด แต่คนไทยเรามักจะบอกว่า “แค่นี้เองไม่มีน้ำใจกันบ้างเลย” ข้ออ้างนี้ใช้ไม่ได้อย่างยิ่ง เพราะการกระทำมันคือผิดกฎหมาย แล้วจะมาอ้างคำนี้ได้อย่างไร
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีวัดเซ็นเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด พระและศิษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความสงบและระเบียบวินัยของวัด
วันหนึ่ง มีสามเณรหนุ่มชื่อ “เคนชิ” ซึ่งเป็นศิษย์ใหม่ของวัด เขาเป็นคนฉลาด แต่ชอบแหกกฎเล็ก ๆ น้อย ๆ และมักจะพูดว่า “แค่นิดเดียวเอง คงไม่เป็นไรหรอก”
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระและเณรทั้งหมดต้องตื่นขึ้นมาทำวัตร เคนชิกลับตื่นสายและคิดว่า “แค่แป๊บเดียวเอง ไม่เห็นต้องเคร่งครัดอะไร” เขาจึงไม่ไปทำวัตรตามเวลาที่กำหนด
ต่อมา ขณะที่ทำความสะอาดวัด เคนชิขี้เกียจกวาดพื้นให้สะอาดและคิดว่า “มีฝุ่นเหลือแค่นิดเดียวเอง คงไม่เป็นไร”
เมื่อถึงเวลาเก็บฟืนสำหรับใช้ในวัด เขาถูกสั่งให้มัดฟืนด้วยเชือกให้แน่น แต่เขากลับมัดไว้แบบหลวม ๆ และคิดว่า “เชือกมันขาดไปเส้นหนึ่งเอง ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร”
วันต่อมา มีพายุใหญ่พัดเข้ามาที่วัด พระเณรทุกคนต้องรีบออกไปช่วยกันเก็บข้าวของ แต่เมื่อพวกเขาต้องใช้ฟืนก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นและต้มอาหาร เชือกที่เคนชิมัดไว้อย่างลวก ๆ กลับขาดออก ฟืนทั้งหมดกระจัดกระจายไปกับพายุ ทำให้ไม่สามารถใช้การได้
พระอาจารย์มองไปที่เคนชิและกล่าวว่า “เจ้าเห็นหรือไม่? เจ้าคิดว่า ‘แค่นิดเดียวเอง’ ไม่มีผลอะไร แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นปัญหาใหญ่”
เคนชินิ่งอึ้ง เขาเริ่มเข้าใจว่า การละเลยกฎระเบียบหรือข้อปฏิบัติแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรง ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเริ่มปฏิบัติตามกฎระเบียบของวัดอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะกลัวการลงโทษ แต่เพราะเขาตระหนักว่า “สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มองข้าม อาจนำไปสู่หายนะใหญ่ได้”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
การทำผิดกฎเพียงเล็กน้อย อาจดูเหมือนไม่มีผลกระทบในทันที แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ มันสามารถนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นจนควบคุมไม่ได้ การละเลยหรือมองข้ามกฎระเบียบเพียงเพราะคิดว่า “แค่นิดเดียวเอง” หรือ “แค่แป๊บเดียวเอง” สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงเกินกว่าที่เราคิด วินัยไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมเรา แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องเราจากหายนะที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ใส่ความเห็น