การมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในที่ทำงานมีข้อดีที่ไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างแน่นอน มันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และช่วยลดงานที่น่าเบื่อ แต่ในขณะที่เรายอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ความจริงที่น่ากังวลก็กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน นั่นก็คือ AI ทำให้เรารู้สึกเหงาและสุขภาพแย่ลง อ้างอิงจากงานวิจัยเรื่อง Using AI at Work Makes Us Lonelier and Less Healthy by David De Cremer and Joel Koopman จาก Harvard Business Review on June 24, 2024
ความขัดแย้งของการเพิ่มประสิทธิภาพ
ลองนึกภาพพนักงานคนหนึ่ง เป็นนักวิเคราะห์การตลาด ที่เริ่มวันทำงานด้วยการได้รับความช่วยเหลือจาก AI ที่ช่วยจัดการอีเมล จัดลำดับความสำคัญงาน และร่างรายงานให้เธอ ในขณะที่พนักงานรู้สึกดีใจ และมีความสุขกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่พนักงานคนนั้นก็รู้สึกเหงามากขึ้น เนื่องจากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานลดลงเพราะ AI จัดการงานเหล่านั้นแทนทั้งหมด จากเดิมที่เวลามีปัญหาในงาน ก็จะมีการระดมสมอง พูดคุยกัน กับกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เพื่อหาทางในการแก้ไขปัญหา หรือหาไอเดียใหม่ ๆ ร่วมกัน แต่ตอนนี้ AI เข้ามาช่วยในจุดนั้นแทนได้เกือบทั้งหมด แถมบางเรื่องยังหาแนวทางได้ดี และถูกต้องกว่าการหารือกับเพื่อน ก็เลยทำให้ต่างคนต่างอยู่กับ AI มากขึ้นในการทำงานของตัวเอง
ดาบสองคมของ AI
AI มีข้อดีที่ชัดเจน มันสามารถทำงานได้เทียบเท่าหรือดีกว่ามนุษย์ในหลายด้าน เช่น การวิเคราะห์เอกสารกฎหมาย การคาดการณ์ยอดขาย ข้อมูลล่าสุดแสดงว่า 35% ของบริษัททั่วโลกใช้ AI และตลาด AI คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1.85 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 อีกทั้งบริษัทต่าง ๆ เริ่มกังวลว่าจะล้าหลังถ้าไม่ใช้ AI ก็เลยมองข้ามผลกระทบที่อาจจะมีต่อคนทำงาน
การศึกษาของ David De Cremer และ Joel Koopman พบว่าในขณะที่ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มันก็ทำให้พนักงานรู้สึกเหงาและมีปัญหาสุขภาพจิต ในบริษัททางด้านการแพทย์แห่งหนึ่งที่ไต้หวัน วิศวกรที่ใช้ AI บ่อย ๆ รายงานว่าพวกเขาต้องการสังคมมากขึ้น และรู้สึกเหงามากขึ้น อีกทั้งดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และนอนไม่หลับแทบทุกคืน
การวิจัยเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในอินโดนีเซีย และพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีในมาเลเซีย ยืนยันผลการวิจัย พนักงานที่ใช้ AI รู้สึกเหงามากขึ้น ทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
คำแนะนำสำหรับองค์กร
เพื่อจัดการกับความท้าทายจาก AI บริษัทต้องให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ทางสังคมของพนักงานในองค์กรมากขึ้น ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
- ติดตามความเป็นอยู่ของพนักงานในการทำงาน ทำการสำรวจเป็นประจำ เพื่อระบุปัญหาให้ได้ทันเวลา ติดตามและสังเกตการมีส่วนร่วมของพนักงานในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท ทำการสำรวจความพึงพอใจในงานว่าอยู่ในระดับดับ และมีประเด็นปัญหาในเรื่องใด โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานร่วมกัน
- ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ใช้แนวทางที่เน้นมนุษย์ในการนำ AI มาใช้ ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถของทั้งมนุษย์และ AI ส่งเสริมความเป็นอิสระ การควบคุม และความหมายในงานของพนักงาน
- ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สร้างโอกาสในการปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้ากันผ่านกิจกรรมทีม งานสังคม และการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการอยู่เป็นประจำ เพื่อไม่ให้ AI เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ร่วมกันของพนักงานในองค์กร
ในขณะที่ AI เข้ามาในชีวิตการทำงานมากขึ้น มันไม่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เรามีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วย การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ AI กับการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมและสุขภาพจิตจะทำให้ทั้งเทคโนโลยีและพนักงานเติบโตไปด้วยกัน
ใส่ความเห็น