วันศุกร์วนมาอีก 1 สัปดาห์ เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วมาก วันนี้ผมเอานิทานสอนใจดี ๆ มาให้อ่านกันอีกเรื่องนะครับ ลองอ่านกันดูครับ
ในวัดแห่งหนึ่ง พวกลูกศิษย์ลูกหาต่างรู้ดีกันว่า มีพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านนิยมไปนั่งปฏิบัติธรรมที่เกาะร้างแห่งหนึ่งมาก ซึ่งท่านก็จะเดินทางไปทุกคืนไม่มีขาด และวันนี้ก็เช่นกัน แต่สำหรับวันนี้ ท่านไม่รู้เลยว่า เกาะร้างที่สุขสงบจะกลายเป็นเกาะร้างที่น่ากลัว
เพราะในคืนนี้ กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งคึกคะนองตามประสา ได้สุมหัวกันว่า วันนี้จะหลอกพระอาจารย์ท่านนี้ให้หัวโกร๋นกันไปเลย และเมื่อพระอาจารย์เดินผ่านต้นไม้ที่พวกเขาแอบซ่อนตัวอยู่นั้น พวกกลุ่มวัยรุ่นก็เอื้อมมือมาจับที่หัวของพระอาจารย์
แต่แทนที่พระอาจารย์จะวิ่งป่าราบตามที่พวกเขาตั้งใจไว้ พระอาจารย์กลับยืนนิ่ง ๆ แบบสบาย ๆ ทั้ง ๆ ที่มีมือมาจับที่หัวพระอาจารย์ และด้วยความที่ท่านนิ่งผิดมนุษย์มนานี่เอง จึงทำให้บรรดาวัยรุ่นเหล่านี้รู้สึกว่า นี่ต้องไม่ใช่พระธรรมดาแล้ว หรือนี่อาจจะเป็นผีบนเกาะร้างก็ได้
เมื่อพวกเขามองหน้ากันต่างก็วิ่งหนีกระเจิงไปโดยไม่ต้องนัดหมาย และระหว่างที่พวกเขาวิ่งกันอย่างไม่คิดชีวิตนั้น พระอาจารย์ที่พวกเขาเข้าใจกันว่าเป็นผี ก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงแม้แต่นิดเดียว และนี่ก็ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่า สิ่งที่พวกเขาสัมผัสย่อมไม่ใช่คนแน่ ๆ แต่เป็นผีหรือปีศาจที่สิงสถิต ณ ที่แห่งนี้
เมื่อฟ้าสางเข้าสู่อีกวัน ก็ปรากฏว่า บรรดากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ก็กระหือกระหอบมาที่วัดที่พระอาจารย์พำนักอยู่ พวกเขาต่างเข้ามาพบพระอาจารย์แล้วถามขึ้นว่า
“พระอาจารย์รู้ไหมว่าเกาะร้างนั้นมีผีสิงอยู่ด้วย ไม่ทราบว่าท่านรู้เรื่องนี้หรือไม่”
ฝ่ายพระอาจารย์ก็ตอบว่า
“อาตมาไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องนี้เลยนะ”
บรรดาวัยรุ่นเลยถามต่อไปว่า
“มีสิท่าน เมื่อคือมีข่าวว่าคนที่เดินผ่านเกาะร้างถูกผีเอามือมาจับหัวด้วยนะท่าน…”
เมื่อพระอาจารย์ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า
“อ๋อ นั่นมันใช่ผีซะที่ไหนล่ะ มันเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านที่คึกคะนองนี่แหละ”
พอได้ยินเช่นนั้นบรรดาวัยรุ่นถึงกับสะอึกไปเลย และยังได้ถามพระอาจารย์ต่ออีกว่า ทำไมพระอาจารย์ถึงพูดเช่นนี้
ฝ่ายพระอาจารย์ก็ตอบว่า
“จะเป็นผีไปได้อย่างไรเล่า ก็ผีน่ะ ไม่มีมือที่หนานุ่ม และอุ่นเช่นนั้นหรอก”
พอพูดเช่นนี้ พวกเด็กวัยรุ่นก็เริ่มหน้าสลด พระอาจารย์เลยรีบใช้โอกาสนี้สองสั่งทันทีว่า
“คิดดูสิ เมื่อถึงคราวศึกเตรียมรบ การที่ไม่เกรงความตาย ก็คือความกล้าของทหาร
แม้เข้าป่าดงพงไพรแล้วไม่กลัวเสือ ก็คือความกล้าของนายพราน
หรือแม้แต่ดำลงน้ำแล้วไม่เกรงมังกร
ก็คือความกล้าของชาวประมง”
มาถึงตรงนี้พวกวัยรุ่นก็เลยถามว่า
“แล้วความกล้าของพระคืออะไรล่ะท่าน”
พระอาจารย์ตอบสั้น ๆ ว่า เพียงพยางค์เดียวว่า
“รู้”
วัยรุ่นดูงง ๆ พระอาจารย์ก็เลยอธิบายต่อไปว่า
“เมื่อรู้แล้ว แม้แต่ความเกิด ความตาย เราก็ยังก้าวข้ามไปได้ แล้วอย่างนี้ยังจะมีความกลัวหลงเหลืออยู่อีกหรือ”
อ่านจบแล้วคิดอย่างไรกันบ้างครับ
นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้เกี่ยวกับสติ การมีสติรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ไม่ใช่ตื่นกลัวไปทุกเรื่อง
การที่เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะทำให้เราคิดวิเคราะห์ และหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ที่เข้าในชีวิตเราได้
ดีกว่าการตีโพยตีพาย โวยวายไปซะทุกเรื่องอย่างขาดสติ แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเลย
ใส่ความเห็น