วันนี้เอานิทานเซนมาให้อ่านกันอีกเรื่องนะครับ
พระเซนก็มีหน้าที่อื่นนอกจากปฏิบัติธรรมเช่นกัน ดังเช่น ที่วัดแห่งหนึ่ง มีการเกณฑ์พระหนุ่ม ๆ มาช่วยกันวาดภาพปริศนาธรรมที่กำแพงวัด ซึ่งครั้งนี้พวกท่านได้รับมอบหมายให้วาดเป็นรูปมังกรกำลังจะกระโจนลงมาสู้กับเสือ ซึ่งมังกรนี้อยู่บนท้องฟ้า ขณะที่เสืออยู่ในหุบเขา
จะว่าไปแล้ว แม้พระเหล่านี้จะมีฝีมือในการวาดไม่น้อย แต่ปรากฏว่า ยิ่งวาดก็ยิ่งดูเหมือนไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย จึงต้องมีการแก้ไขหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะแก้สักกี่ที ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่ และในขณะนั้นเองพระอาจารย์ได้เดินผ่านมา เมื่อท่านได้พิจารณาภาพวาดเสือและมังกรนี้สักพัก ท่านก็กล่าวแนะนำว่า
“อันที่จริงแล้ว ลักษณะหน้าตาของเสือและมังกรนี้ใช้ได้แล้ว เพียงแต่ว่าท่าทางเฉพาะตัวของเสือและมังกรต่างหากที่เป็นปัญหา ดังนั้น จึงทำให้เสือและมังกรนี้ดูขัด ๆ ไม่เป็นธรรมชาติเสียที”
พระหนุ่มเหล่านั้นเลยขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ต่อ ว่า แล้วท่าทางเฉพาะตัวของเสือ และมังกรดังที่ท่านอาจารย์กล่าวมันคืออะไรกัน ท่านอาจารย์ก็เลยตอบว่า
“พวกเจ้าเคยสังเกตบ้างไหมล่ะว่า ขณะที่สัตว์ทั้งสองจะจู่โจมเหยื่อนั้น มันต่างมีท่าทางเฉพาะตัวอย่างไรกัน ลองนึกภาพตามนะ มังกรนั้นยามที่จะจู่โจมมันจะหดตัวไปทางด้านหลัง ส่วนเสือทีจะตะครุบเหยื่อ มันก็จะกดหัวต่ำลงในท่าเตรียมพร้อม ซึ่งมังกรนี้หากหัวมันยิ่งหดถอยไปทางด้านหลังมากเท่าไหร่ และหัวเสือยิ่งกดต่ำลงมากเท่าไหร่ พวกมันก็จะจู่โจมได้เร็วขึ้น นี่อย่างไรล่ะภาพวาดของพวกเจ้า เสือนั้นหัวอยู่สูงเกินไป ส่วนมังกรก็ยื่นหัวออกมามากเกินไป”
พอบรรดาพระหนุ่มได้ฟังคำวิจารณ์นั้นก็รู้สึกว่า อันที่จริงแล้วสิ่งที่พระอาจารย์ได้บอกไม่ได้เป็นแค่การวิจารณ์ภาพวาดเท่านั้น แต่ท่านยังได้สอนสั่งธรรมะอีกด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงกล่าวขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชี้แนะทางธรรมให้ ซึ่งพอท่านอาจารย์เห็นว่าลูกศิษย์เข้าใจสิ่งที่ท่านจะสื่อ ท่านก็เลยรีบแสดงธรรมะต่อไปทันทีว่า
“ไม่ว่าเจ้าจะทำการใด หรือแม้แต่การปฏิบัติธรรมก็ตาม หากเจ้าถอยหลังไป 1 ก้าว เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนจู่โจม เจ้าก็จะจู่โจมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และการโน้มตัวคำนับอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะทำให้เจ้าไปได้สูงขึ้นด้วย”
แต่กระนั้น บรรดาพระหนุ่มหลายคนที่ไม่เข้าใจก็เกิดคำถามว่า
“คนเราให้ถอยหลัง แล้วจะไปข้างหน้าได้อย่างไร ส่วนคนอ่อนน้อมถ่อมตนมีหรือจะไปได้สูง”
ดังนั้นท่านอาจารย์จึงกล่าวบทกลอนว่า
“ต้นกล้าที่ปลูกยังไร่นา
ยามก้มหน้าลงไปย่อมเห็นผืนฟ้าในน้ำ
ร่างกาย และจิตใจที่บริสุทธิ์จึงจะเป็นมรรคปฏิปทา
แท้จริงแล้วถอยหลังก็คือการเดินหน้า”
อ่านจบแล้วคิดอย่างไรกันบ้างครับ
หลายคนคิดว่า การถอยหลังคือการยอมแพ้ หรือถอยไปสู่อะไรเดิม ๆ แต่ความจริงก็คือ การถอยหลังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
การถอยไปตั้งหลักใหม่ จะช่วยให้เรามีเวลาพิจารณาคิดไตร่ตรองในสิ่งที่เรากำลังจะทำ ช่วยลดความผิดพลาดลงไปได้ การถอยหลังมาคิดใหม่ จะช่วยให้เรามีสติมากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น ไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
และแม้แต่การเรียน และการพัฒนาตนเอง เรายังต้องถอยหลังไปทบทวนสิ่งที่เราได้รู้เรียนรู้ไปแล้ว เพื่อให้ไม่เกิดการหลงลืม ทบทวนเพื่อต่อยอดไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงนั่นเอง
ดังนั้นถ้าเราถอยหลังอย่างมีสติ รู้ตน การถอยหลังนั้นถือเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วเช่นกัน
ใส่ความเห็น