วันนี้เอานิทานเซนสอนใจดี ๆ มาให้อ่านกันอีกเช่นเคยนะครับ อย่ารอช้า อ่านกันเลยครับ
ณ วัดแห่งหนึ่งมีพระวัยกลางคนรูปหนึ่งที่มีความขยันหมั่นเพียรมาก และเคร่งการปฏิบัติเหลือเกิน แต่ปรากฎว่าพระรูปนี้ก็ยังรู้สึกว่าไปไม่ถึงไหนเลย ยังไม่รู้แจ้งเสียที ซ้ำร้ายยังสู้บรรดาพระหนุ่ม ๆ รุ่นน้องไม่ได้ด้วยซ้ำ และเมื่อได้ลองคิดดูแล้ว ก็คิดว่า ตนมีความเป็นพระหรือนักบวชเสียเลย แม้แต่ทำใจให้สงบก็ไม่ได้ แม้แต่สติปัญญาก็ไม่เอาไหน
ดังนั้น พระรูปนี้เลยเห็นว่า เช่นนี้แล้วตนก็น่าจะลองออกไปธุดงค์หรือเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่อื่น ที่ลำบากบ้าง เผื่อว่าบงทีอาจจะทำให้พบหนทางแห่งการรู้แจ้งเสียที และก่อนไปพระรูปนี้ก็ได้มาร่ำลาพระอาจารย์และก็ได้กล่าวกับพระอาจารย์ว่า
“ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์นี่ช่างไม่เอาไหนจริง ๆ ตลอดเวลาที่อยู่กับท่านอาจารย์มากว่า 10 ปี อาจารย์ได้เมตตาสั่งสอนอะไรมากมายให้กระผม แต่กระผมโง่เขลานัก กลับไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย กระผมเองก็รู้ตัวว่าไม่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับความเป็นพระเลย ดังนั้น วันนี้กระผมก็เลยอยากจะขอลาไปธุดงค์ จะแสวงหาธรรมจากที่อื่นบ้าง”
พระอาจารย์ก็เลยกล่าวว่า
“อยู่ที่นี่แล้วไม่รู้แจ้ง อย่างนั้นก็เลยไปหาความรู้แจ้งจากที่อื่นรึ”
พระรูปนี้ก็เลยตอบพระอาจารย์ไปว่า
“ก็คงเป็นเช่นนั้นแหละขอรับ เพราะกระผมอยู่ที่นี่แล้วแม้แต่จะตั้งใจฝึกเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้อะไรเลย ขณะที่พระคนอื่นเขาดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรมากนัก ไม่ได้เคร่งเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับพัฒนาและปฏิบัติได้ดีกว่ากระผมมากนัก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พระผมก็เลยเกิดความรู้สึกว่า เบื่อแล้ว และคิดว่าน่าจะออกไปธุดงค์ที่อื่น เพื่อพบกับความยากลำบาก เผื่อว่าบางทีกระผมจะได้พัฒนาขึ้น”
พอฟังเช่นนั้นพระอาจารย์ท่านก็เลยสอนพระรูปนี้ไปว่า
“เจ้ารู้ไหมว่า การรู้นั้นเป็นเรื่องที่หาคำจำกัดความไม่ได้ การรู้ไหลมาเองจากจิตของเรา ทั้งยังไม่อาจให้คนอื่นได้ เมื่อเรายังไม่รู้จะเร่งรีบให้รู้มันก็ไม่ได้อีกเช่นกัน การที่เจ้าปฏิบัติธรรมมันก็เป็นการรู้แจ้งของเจ้า การที่เขาปฏิบัติธรรมมันก็เป็นการรู้แจ้งของเขา จะเอามาเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้ แล้วทำไมเจ้าถึงเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกันเล่า”
พระรูปนี้ก็ตอบท่านอาจารย์ด้วยเสียงน้อยเนื้อต่ำใจไปว่า
“นั่นเพราะอาจารย์ไม่รู้สิว่า ทุกวันนี้กระผมช่างต่ำต้อยนัก เปรียบไปแล้วตัวกระผมก็เหมือนกับนกกระจอก ขณะที่พระรูปอื่นเหมือนพญาเหยี่ยว”
พระอาจารย์ท่านก็เลยถามอีกว่า
“เล็กแล้วไง ใหญ่แล้วไง”
พระรูปนี้ก็เลยตอบพระอาจารย์ไปว่า
“ก็นกกระจอกนั้นบินได้ใกล้ ๆ เท่านั้น แต่พญาเหยี่ยวบินได้ไกลเกินจินตนาการ”
เมื่อพระรูปนี้พูดจบ พระอาจารย์ก็กล่าวแต่เพียงสั้น ๆ แต่ฟังแล้วจุกอกว่า
“แล้วพญาเหยี่ยวสามารถบินได้ไกลเกินจินตนาการ แต่มันบินข้ามความตายได้หรือเปล่าล่ะ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน เราจะเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ทำไมคนเราถึงชอบเอามาเปรียบเทียบกันตลอดเวลา คนนั้นมีรถหรู คนนั้นมีบ้านใหญ่โต คนโน้นมีเงินทองมากมายใช้ไม่มีวันหมด ฯลฯ
เราควรจะกำหนดเป้าหมาย แล้วเปรียบเทียบตัวเราวันนี้กับเป้าหมายที่เราตั้งไว้ดีกว่า
อีกทั้งการเรียนรู้ของคนเราแต่ละคนก็มีความเร็วช้าต่างกันไปอีกเช่นกัน จะเทียบกับก็ไม่ได้อีก แต่อย่างน้อย ได้เรียนรู้ช้าๆ วันละเล็กน้อย มันก็ยังดีกว่า ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยอยู่ดี
ดังนั้นจงเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เปรียบเทียบกับตัวเราเองในเมื่อวานนี้ ว่าวันนี้เราดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้หรือเปล่า แค่นี้ เราก็สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
ใส่ความเห็น