วันนี้เอานิทานเซนมาให้อ่านกันอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เป็นอีกเรื่องที่สอนใจเราในเรื่องของความสุขได้อย่างดี ลองอ่านดูนะครับ
ที่หน้าพระประธานของวัดแห่งหนึ่งไม่เคยจะขาดดอกไม้ใหม่ ๆ เลยสักวัน เนื่องจากทุก ๆ วันตอนเช้า จะต้องมีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนำดอกไม้ใหม่มาเปลี่ยนให้ไม่เคยขาด และเนื่องจากเธอมาทุกวัน ก็เลยทำให้ได้พบปะสนทนากับพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่ในวัดแห่งนี้
ในวันหนึ่ง พระอาจารย์ก็ได้กล่าวทักทายเธอ และยังบอกว่า
“การที่โยมนำดอกไม้มาบูชาพระประธานทุกวันเช่นนี้ ว่ากันว่าในชาติภพหน้า โยมก็จะได้เกิดมามีหน้ามีตาที่งดงามผ่องใสด้วยนะ”
ฝ่ายหญิงวัยกลางคนนี้ก็ตอบท่านพระอาจารย์ว่า
“ขอบพระคุณพระอาจารย์มากเจ้าค่ะ แต่ที่อิชั้นนำดอกไม้มาเปลี่ยนทุกวันเช่นนี้ ก็ไม่ได้หวังอะไรมากมายหรอก เพียงแต่คิดว่าพอนำดอกไม้มาเปลี่ยนแล้ว ก็รู้สึกว่าวิญญาณของอิชั้นได้รับการชำระล้างให้หมดจด”
พระอาจารย์ก็เลยกล่าวชื่นชมว่า
“ก็ดีแล้วล่ะโยม อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ จิตใจก็จะได้ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย”
แต่เมื่อหญิงคนนี้ได้ฟังก็กลับรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำ เธอจึงเรียนกับพระอาจารย์ตรง ๆ ว่า
“จะว่าไปแล้วตอนที่อิชั้นอยู่วัดนี้ อิชั้นก็รู้สึกว่าจิตใจบริสุทธิ์สงบดี แต่พอกลับบ้านไปเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ แม้บ้านอย่างอิชั้นก็รู้สึกว่าอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเหลือเกิน แล้วอย่างนี้อิชั้นจะรักษาจิตใจให้สงบสุขได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
พระอาจารย์ท่านก็เลยแนะนำเธอว่า
“โยมเอ๋ย การที่โยมรักษาดอกไม้ให้สดสวยนั้น ก็ใช้หลักการเดียวกับการรักษาจิตใจให้ไม่หมองเศร้านี่แหละ อย่างโยมนี่อยู่กับดอกไม้มาตลอด ก็ย่อมต้องรู้จักวิธีการรักษาดอกไม้แน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ”
หญิงกลางคนผู้นี้เลยตอบพระอาจารย์ไปว่า
“การจะรักษาดอกไม้ให้สดใสเสมอ ก็แค่เปลี่ยนน้ำดอกไม้ทุกวัน และต้องไม่ลืมตัดปลายกิ่งดอกไม้ที่เน่าออกไปบ้าง เพื่อให้ส่วนที่เน่าไม่อาจดูดน้ำไปได้ ทีนี้ดอกไม้ก็จะยังคงสดสวยเจ้าค่ะ”
เมื่อพระอาจารย์ได้ฟังดังนี้ก็กล่าวว่า
“ใช่แล้วล่ะโยม โยมเข้าใจถูกต้องแล้ว น้ำนี่ก็เปรียบเหมือนสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานี่เอง ส่วนตัวเราก็ไม่ต่างไปจากดอกไม้ หากเราสามารถละ หรือตัดกิเลสออกไปได้ ก็สามารถซึมซับสิ่งดีงามจากธรรมชาติได้”
พอหญิงคนนี้ได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความเข้าใจ และได้กล่าวขอบพระคุณพระอาจารย์อย่างยิ่งที่ได้ช่วยชี้แนะทางสว่างให้ แต่ก่อนกลับเธอก็ได้กล่าวกับพระอาจารย์ว่า
“อิชั้นมีความสุขจริง ๆ เจ้าค่ะ ต่อไปอิชั้นจะมาวัด ไม่เพียงนำดอกไม้มาเปลี่ยน แต่จะมาเพื่อสวดมนต์ ทำวัตรเช้า และมาซึมซับความสงบสุขที่นี่”
“โยมเอ๋ย ในเมื่อตอนนี้ชีพจรของโยมดั่งเสียงระฆัง มีลมหายใจเป็นการสวดมนต์ กายาของโยมก็วัด และมีหูทั้งสองคือพุทธะแล้ว ดังนั้น ทุกสิ่งของโยมจึงสุขสงบและเหตุใดโยมจึงมีความจำเป็นต้องมาปฏิบัติธรรมที่วัดอีกเล่า”
หากต้องการสัมผัสความสุขที่แท้จริง ก็ต้องตัดกิเลสในตัวเราออกไปบ้าง เพราะกิเลสหนาที่เกาะอยู่ในจิตใจเรานี่แหละ ทำให้ความสงบสุขของเราเกิดขึ้นได้ยากมากขึ้น ดังนั้นหากเราต้องการความสุขสงบเช่นนี้บ้าง ก็ควรหาทางจำกัดกิเลสออกไป อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง แล้วเราก็จะมีที่ว่างสำหรับความสงบสุขอย่างแน่นอน
ใส่ความเห็น