นิทานสอนใจ หอยมือแมวแสดงปาฏิหาริย์

วันนี้เอานิทานเซนดี ๆ มาให้อ่านกันอีกเรื่องหนี่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ ถ้าคนเราลองได้เชื่ออะไรแบบฝังใจไปแล้ว ไม่ว่าจะมีใครมาค้าน หรือโน้มน้าวอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนความเชื่อนั้นได้ แม้ว่าความเชื่อนั้นจะเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนักก็ตาม ลองอ่านดูกันนะครับ

ด้วยความที่ฮ่องเต้ผู้หนึ่ง โปรดปรานการเสวยหอยมือแมวยิ่งนัก ดังนั้นที่วังหลวงจึงต้องสั่งหอยมือแมวมาปรุงอาหารแทบทุกวัน และวันนี้ก็อีกเช่นกัน ซึ่งตามปกติแล้วชาวประมงก็จะรีบนำหอยมือแมวสดๆมาส่งที่วังหลวงทุกเช้า

แต่วันนี้กลับมีเรื่องประหลาด หรือเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยทีเดียว นั่นก็คือ ขณะที่พ่อครัวใหญ่กำลังแกะเปลือกหอยมือแมวอยู่นั่น ก็ปรากฏว่าที่ด้านในหอยอันมีลักษณะแข็ง ๆ กลับมองดูคล้ายรูปนิมิตเจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งเพียงแรกมองก็ให้รู้สึกว่าสวยงาม และน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

ดังนั้น พ่อครัวใหญ่จึงไม่อาจปิดเงียบไว้ได้ เขาจึงรีบไปทูลให้ฮ่องเต้รับทราบ พร้อมทั้งนำหอยมือแมวที่สุดอัศจรรย์นี้ไปให้พระองค์ทอดพระเนตร ซึ่งก็ปรากฏว่าฮ่องเต้ทรงดีพระทัยมาก ทรงเห็นว่านี่คือนิมิตหมายที่ดีอย่างแน่นอน และเนื่องจากทรงเห็นว่าหอยมือแมวนี่เป็นสิ่งที่มีมงคลยิ่ง ท่านจึงรับสั่งให้นำไปใส่ผอบทองคำเลอค่าเพื่อให้สมเกียรติ จากนั้นก็รับสั่งให้นำไปไว้ที่วัด เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

จากนั้นไม่นานฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกติดค้างในพระทัยว่า การที่หอยมือแมวปรากฏเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิมนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดร่างที่ดีหรือนิมิตหมายที่ดีในสมัยพระองค์หรือไม่ ดังนั้น พระองค์จึงประชุมกับเหล่าขุนนาง และได้สรุปว่า หากจะมาคิดเองเออเองเช่นนี้คงไม่ได้อะไรแน่ เรื่องนี้ควรจะนำไปปรึกษาสอบถามท่านผู้รู้น่าจะดีกว่า

ซึ่งท่านผู้รู้ที่ว่านี้ก็คงไม่มีใครดีไปกว่าท่านอาจารย์เซนผู้รอบรู้ท่านหนึ่ง ใครๆต่างก็รู้ดีว่าท่านไม่ธรรมดาเลย ดังนั้นท่านอาจารย์เซ็นผู้นี้จึงได้รับเชิญให้มาที่วังหลวง และเมื่อท่านอาจารย์มาถึง ฮ่องเต้ก็ได้ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และได้รับสั่งให้เสนานำหอยมือแมวที่แสดงปาฏิหาริย์มาให้ท่านอาจารย์ดู พร้อมทั้งกล่าวสอบถามความเห็นจากท่านอาจารย์ว่านี่คือลางนิมิตที่ดีใช่หรือไม่

ท่านอาจารย์ก็ตอบด้วยเสียงที่ดังฟังชัดว่า

“วัตถุใด ๆ นั้นไม่มีการตอบสนองหากแต่เป็นการทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาหรือเชื่อมั่นเท่านั้น แต่เนื่องจากหากระโพธิสัตว์ต้องการจะโปรด ท่านก็มักจะปรากฏตัวมาเพื่อช่วยแสดงธรรม ดังนั้นครั้งนี้ที่ท่านปรากฏตัวออกมาก็เพื่อที่จะแสดงทำให้พระองค์นั่นเอง”

แต่ฮ่องเต้ก็แย้งว่า

“ข้าเห็นที่พระโพธิสัตว์ปรากฏตัวแล้วท่านอาจารย์ แต่ข้าไม่เห็นว่าพระโพธิสัตว์จะแสดงธรรมกับขาตรงไหนเลย”

พระอาจารย์ก็เลยบอกว่า

“ก็แล้วการที่พระโพธิสัตว์ปรากฏตัวที่หอยมือแมวพระองค์ทรงเชื่อไหมล่ะ”

ฮ่องเต้รีบตอบท่านอาจารย์ทันทีว่า

“ก็ต้องเชื่อนะซิเรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเห็น ๆ กับตามีหรือที่ข้าจะไม่เชื่อ”

ท่านอาจารย์จึงกล่าวตอบว่า

“ในเมื่อพระองค์ทรงเชื่อ พระโพธิสัตว์ก็ได้แสดงธรรมจบแล้วล่ะ”

มาถึงตรงนี้ก็เล่นเอาฮ่องเต้ถึงกับงงไปเลยว่าที่ท่านอาจารย์พูดนั้นคืออะไรกันแน่

ท่านผู้อ่านล่ะครับ เข้าใจอย่างไร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อปักใจเชื่อแล้วอย่างอื่นมันก็ไม่มีความหมายอะไร มันเหมือนกับการที่เราเชื่อเรารักใครชอบใครแล้วเขาคนนั้นจะทำตัวไม่ดีแค่ไหนหรือมีคนมาบอกว่าคนนั้นไม่ดี เราก็แทบจะไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำไป เพราะลองได้ปักใจเชื่อเสียอย่างแล้วเราก็จะไม่ใยดีเรื่องอื่น ๆ เลย และยินดีที่จะเชื่อแบบหมดหน้าตักแบบทุ่มสุดตัว

อย่างไรก็ดีความคิดหรือความเชื่อแบบนี้ก็ถือว่ามีภัยเช่นกัน ถ้าเราเชื่อว่าเพชรแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแน่นอนสุดท้ายย่อมนำภัยมาสู่ตัว

ดังนั้นก่อนที่จะปักใจเชื่ออะไรก็ตามก็ควรจะต้องพิจารณาว่าดีงามถูกต้องหรือไม่พิจารณาว่าความเชื่อนั้นจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่พิจารณาว่า สิ่งนั้นจะก่อประโยชน์ให้เกิดกับเราหรือไม่ หรือก่อโทษอย่างไรหรือไม่รวมทั้งถ้าเชื่อไปแล้วจะก่อให้เกิดผลประโยชน์อะไรตามมาหรือพ้นโทษอะไรตามมาในอนาคตหรือไม่

และนี่ก็คือสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในสังคมได้เช่นกัน

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑