เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมบางคนสามารถทำอะไรได้มากมายในหนึ่งวัน ทั้งๆ ที่บางคนทำได้แค่เพียงไม่กี่อย่างในหนึ่งวัน และทุกคนเองก็มีเวลาในหนึ่งวันเท่ากันก็คือ 24 ชั่วโมง วันนี้ผมหยิบเอาเรื่องราวดีๆ ที่น่าจะสอนใจเราได้ มาให้อ่านกันครับ เป็นเรื่องราวของนักเขียนรางวัลซีไรท์ คุณวินทร์ เลียววาริณ ที่เขียนลงในเว็บไซต์ winbookclup.com ครับ ลองอ่านดูนะครับ
นานปีมาแล้ว ญาติสนิทคนหนึ่งจากต่างจังหวัดมาเยี่ยมกรุงเทพฯ เห็นรถราแน่นขนัดบนถนนตอนหกโมงเช้าแล้วตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อรู้ว่าเป็นภาพปกติของเช้าตรู่บนถนนกรุงเทพฯ ก็ว่า “คนกรุงนี่ขยันจังนะ ตื่นแต่เช้าไปทำงาน”
สำหรับคนต่างจังหวัดที่ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดตีสี่ตีห้า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทางนานกว่า 5-10 นาที ภาพคนตื่นก่อนไก่โห่ไปทำงานอย่างนี้จึงแปลกตาอย่างยิ่ง ทว่าภาพแบบนี้ปรากฏมากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก
มนุษย์เมืองหลายพันล้านคนเร่งรีบเดินทางไปทำงานตอนเช้า แออัดยัดเยียดในรถเมล์และรถไฟ ไปโรงเรียน ไปทำงาน ยิ่งเมืองขยายตัวเท่าไร ชาวกรุงยิ่งต้องตื่นเช้าขึ้นเรื่อยๆ การกินข้าวเช้าในรถยนต์กลายเป็นภาพปกติ
หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม นาฬิกาปลุกกลายเป็นเครื่องมือชนิดใหม่ที่กำหนดวิถีชีวิตเราตั้งแต่ตื่นนอน กระชากเราออกจากความหลับใหลสู่โลกของความจริงอย่างไม่ปรานี คนที่โชคดีหน่อยก็ตื่นตอนหกโมงเช้า ถ้าบ้านอยู่ไกลหน่อยก็ตื่นตีสี่ตีห้า ไม่อยากตื่นก็ต้องตื่น เด็กไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ไปทำงาน
นึกดูก็แปลกที่มนุษย์เราพยายามหาโลกในอุดมคติ แสวงหาสิ่งที่ดีกว่าเดิมในชีวิต แต่กลับต้องมาเป็นทาสของเวลา!
การตื่นเช้าสำหรับผู้คนกว่าครึ่งโลกเป็นเรื่องทรมานแสนสาหัส เพราะร่างกายไม่ตอบสนองต่อการตื่นก่อนเวลา มนุษย์สายพันธุ์ late riser มีปัญหาการตื่นตามกำหนดของสังคม บางคนต้องใช้นาฬิกาปลุกหลายเครื่อง นาฬิกาปลุกแบบเบาๆ ใช้ไม่ได้ผลกับพวก ‘นกฮูก’ ต้องใช้ชนิดที่ปลดปล่อยเดซิเบลสูงสุด
ครั้งหนึ่งบริษัทผลิตนาฬิกาแห่งหนึ่งออกแบบนาฬิกาปลุกรุ่นใหม่ หลังจากส่งเสียงปลุกแล้ว สามารถขว้างนาฬิกานั้นใส่กำแพงโดยที่มันไม่พัง เป็นการระบายอารมณ์ ‘แค้น’ ที่ถูกปลุก!
ไม่มีนกฮูกตัวใดที่ชอบนาฬิกาปลุก
ไม่กี่ปีก่อนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในยุโรป มีการทดลองเรื่องการตื่นเช้ากับการตื่นสาย การทดลองนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างคนที่ตื่นเช้ามากและสายมากเป็นกิจวัตร กินเวลาทดลองราวหนึ่งสัปดาห์ ทั้ง ‘นกเช้า’ กับ ‘นกฮูก’ นอนในห้องทดลอง โดยกำหนดให้นกเช้าตื่นเร็วกว่านกฮูกราวสี่ชั่วโมง ใช้ชีวิตตามโมเดลที่นักวิทยาศาสตร์ออกแแบบมาเหมือนกัน ทุกคนผ่านการสแกนสมองเพื่อวัดผลร่างกายที่มาจากการตื่นเช้ากับสาย
ผลการทดลองพบว่าใน 1-2 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน ทั้งนกเช้าและนกฮูกสมองแจ่มใสพอกัน ทำงานได้ตามปกติ แต่หลังจากผ่านไปสิบชั่วโมง พวกนกฮูกกลับทำงานได้ดีกว่า สมองตื่นตัวกว่า มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวดีกว่า ส่วนพวกนกเช้าเฉื่อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ยังมีการทำวิจัยเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิตของคนสองกลุ่มนี้ด้วย ผลที่ปรากฏออกมาสวนทางกับปรัชญาความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า “ตื่นเช้าแล้วดีกว่ารวยกว่า” หรือสุภาษิตฝรั่งโบราณที่ว่า “The early bird catches the worm.” (นกตื่นเช้าได้กินหนอน)เพราะการวิจัยพบว่านกฮูกประสบความสำเร็จมากกว่าและรวยกว่านกเช้า
สรุปสั้นๆ คือ นกฮูกฉลาดกว่านกเช้า คิดได้เร็วกว่า สมองแล่นเร็วกว่า ความจำดีกว่า ทั้งยังหาเงินได้มากกว่าด้วย นักวิทยาศาสตร์ระดับอัจฉริยะ เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ล้วนเป็นพวกนกฮูก
หากการวิจัยทดลองทั้งหมดนี้เป็นจริงสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่ ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับพวกชอบตื่นสาย! แต่เจ้านายจะเชื่อรายงานการวิจัยนี้หรือเปล่าหนอ ตอนดูใบตอกบัตรที่เต็มไปด้วยตัวเลขเวลาสีแดงของเรา?
น่าเสียดายที่กติกาการทำงานในโลกไม่ได้ถูกกำหนดโดยพวกนกฮูก
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมมนุษย์เราจึงมีพวกตื่นเช้าและพวกตื่นสาย ฟังดูเหมือนคำถามที่ไม่จำเป็น แต่จากการศึกษาความสัมพันธ์ของการตื่นเช้า-สายกับพันธุกรรรม นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีแนวโน้มว่ามันอาจเป็นเรื่องของยีน
สังคมมนุษย์โบราณที่สมาชิกกลุ่มต้องแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อความอยู่รอดของคนทั้งหมด พวกนกเช้าทำหน้าที่หาอาหาร ส่วนพวกนกฮูกทำหน้าที่เฝ้าเวรยามตอนกลางคืน ทำให้บางกลุ่มติดนิสัยตื่นเช้า บางกลุ่มตื่นสาย นานวันเข้านิสัยนี้ก็ฝังเป็นนาฬิกาชีวิตภายในร่างกายของเราทุกคนตามหลักวิวัฒนาการ ยีนเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นนกเช้าหรือนกฮูก
ดังนั้นเวลาใครบ่นว่าเราตื่นสาย ขี้เกียจตัวเป็นขน บ้านเมืองจะไม่เจริญเพราะตื่นสาย อย่างนั้นอย่างนี้ ให้โทษยีนได้เลย (อย่าลืมย้ำด้วยว่า ไอน์สไตน์ก็ตื่นสาย!)
และหากเจ้านายถามว่าทำไมมาสาย ให้สวนกลับไปว่า “บริษัทอยากได้ประสิทธิภาพของพนักงานสูงสุดมั้ย? อยากได้ผลงานดีที่สุดมั้ย? ถ้าอยากได้ ก็ต้องให้ผมมาทำงานสายซักบ่ายๆ”
แต่ก่อนพูดควรตรวจสอบให้รู้ก่อนว่า พนักงานคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นพวกนกเช้าที่ทำงานได้ดีหรือเปล่า!
อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงจากอีกฟากว่า มนุษย์เราไม่ใช่สายพันธุ์ ‘นกฮูก’ โดยธรรมชาติ เพราะหากเราเป็นนกฮูกจริง ธรรมชาติจะสร้างให้เรามีนัยน์ตาที่ทำงานได้ดีในเวลากลางคืน เช่นใช้ระบบอินฟราเรด ร่างกายของเราก็คงไม่มีต่อมเหงื่อมากขนาดนี้ เพราะกลางคืนเย็นกว่ากลางวัน เป็นต้น
เป็นไปได้ไหมว่าเช้าหรือสายก็เป็นเพียงมายาชนิดหนึ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นมาเอง บางทีความรู้สึกว่าได้ตื่นสายอาจเป็นผลทางจิตวิทยามากกว่า เหมือนได้เวลา ‘พักผ่อน’ เพิ่มขึ้น ทั้งที่มันเท่ากัน? เป็นไปได้ไหมว่า หากเกิดการปฏิวัติโลกให้ทุกคนตื่นเที่ยง เริ่มงานตอนบ่ายได้จริงๆ จะยังมีพวกที่ไม่พอใจ ‘การตื่นเช้า’ ในเวลาเที่ยงอีก และขอขยับไปตื่นตอนเย็น? เพราะดูเหมือนมนุษย์เรามีนิสัยไม่เคยพอใจอะไรในชีวิต นอนวันละสิบชั่วโมงก็ยังรู้สึกว่านอนไม่พอ
บางทีสิ่งที่น่าดีกว่าการก่นด่าระบบและโทษนาฬิกาชีวิตที่ฝังในยีนของเราก็คือการเปลี่ยนทัศนคติ มองด้านดีของการตื่นเช้า แทนที่จะมองแต่ด้านลบ
ยามเช้าก็มีความงามของยามเช้า พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า หยาดน้ำค้างบนใบไม้ ม่านหมอกยามเช้า เสียงนกกระซิบกระซาบกัน ฯลฯ
มนุษย์ไม่น้อยในโลกนี้ไม่ชอบนอน เพราะรู้สึกว่าชีวิตมีเรื่องให้ค้นหาค้นพบ มีความฝันต้องทำมากมาย จนเสียดายเวลา ไม่อยากเสียมันไปกับการนอน คนเหล่านี้เห็นว่า ไปนอนหลังจากตายก็แล้วกัน!
ความจริงมองให้ดีจะพบว่า ไม่ว่าตื่นเช้าหรือตื่นสาย เราก็มีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน สิ่งสำคัญอยู่ที่จะใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน
นาฬิกาชีวิตอาจกำหนดนิสัยปลีกย่อยบางอย่างของเรา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราเป็นผู้กำหนดชีวิตทั้งชีวิตของเราเอง

ใส่ความเห็น