ทุกระบบในการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผนกำลังคน การสรรหาคัดเลือก การพัฒนาพนักงาน การบริหารผลงาน การบริหารค่าจ้างเงินเดือน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่สามารถที่จะแยกดูแล หรือแยกคิด แยกบริหารจัดการได้เลย ที่เขียนแบบนี้ก็เนื่องจากได้ไปพบเจอกับหลายองค์กรที่มีปัญหาในเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคลแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ บางองค์กรแก้เรื่องนี้ก็ไปกระทบกับอีกเรื่อง วนไปไม่รู้จบ ลองมาดูกรณีศึกษาเรื่องนี้กัน
เริ่มต้นจากองค์กรแห่งหนี่งต้องการที่จะวางแผนการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริหารเริ่มมองเห็นว่า อนาคตขององค์กรฝากอยู่กับพนักงาน การที่องค์กรต้องการเติบโตต่อไป ก้าวหน้าต่อไป ก็มาจากการที่เรามีการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูดความรู้ ทักษะในการทำงานของพนักงาน
องค์กรนี้ก็เลยเริ่มต้นจากการวางระบบพัฒนาพนักงาน เริ่มทำ Competency เริ่มทำ Training Roadmap ฯลฯ เพื่อที่จะใช้ในการพัฒนาพนักงาน
พนักงานพอรู้ว่าตนเองจะได้รับการพัฒนา ก็รู้สึกดีใจในตอนแรก แต่สักพักก็รู้สึกว่าพัฒนาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะองค์กรไม่มีเส้นทางความก้าวหน้าสายอาชีพรองรับเลยด้วยซ้ำไป แล้วจะพัฒนาไปทำไม
พอผู้บริหารทราบถึงสาเหตุ ก็เลยบอกทาง HR ว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็คงต้องเริ่มทำ Career Path
จากนั้น HR ก็เริ่มทำเส้นทางความก้าวหน้าสายอาชีพจนเป็นรูปเป็นร่าง
พอเสร็จ ก็คิดว่า พนักงานก็น่าจะเริ่มที่อยากจะพัฒนาตนเองเพื่อที่จะเติบโตไปตามสายอาชีพ แต่พนักงานก็มีคำถามอีกว่า จะพัฒนาไปทำไม เพราะแม้จะมี Career Path แล้ว แต่ระดับสูงๆ ที่ทำงานอยู่นั้น ก็ไม่เห็นจะมีใครเกษียณสักคน ก็เพราะองค์กรไม่มีระบบการเกษียณอายุ ก็เลยทำให้ พัฒนาไปก็ไม่เห็นว่าจะโตไปได้ตามระบบที่วางไว้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่องค์กรทำ Career Path อยู่ ก็ได้สร้างระบบ Performance Management ขึ้นมา เพื่อที่จะได้ใช้ประกอบการพัฒนา และใช้เป็นเกณฑ์ในการเติบโตตามความก้าวหน้าทางสายอาชีพที่วางไว้ด้วยเช่นกัน นอกจากใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาแล้ว ก็ยังใช้เป็นเหตุผลในการให้รางวัลพนักงานตามผลงานได้ด้วยเช่นกัน ผู้บริหารคิดว่า ด้วยระบบนี้พนักงานที่ทำงานได้ดี ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนผลงานที่ดีไปด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นการดี เพราะเขาต้องการพนักงานที่สร้างผลงานที่ดี และต้องการทำระบบ Pay for Performance อย่างจริงจัง
แต่พอระบบ Performance Management ทำสำเร็จ และระบบการตอบแทนผลงานก็มีความชัดเจนมากขึ้น แต่พนักงานเองก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากทำผลงานที่ดี พอไปคุยกับพนักงาน พนักงานก็ตอบว่า ตอนนี้เงินเดือนส่วนใหญ่ของพวกเขาชนเพดานเงินเดือนไปแล้ว และองค์กรเองก็ดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณว่าจะมีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนใหม่ ด้วยกฎเกณฑ์ที่ว่า เงินเดือนชนเพดานแล้ว ก็จะไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนตามผลงานอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะทำผลงานได้ดีสักแค่ไหน หรือพัฒนาตนเองได้เร็วสักแค่ไหน มันก็ไม่ประโยชน์อะไรเลย เพราะทำผลงานดี แต่ก็ไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน อีกทั้ง ก็ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีก เพราะไม่เห็นจะมีใครที่จะเกษียณอายุกันสักคน
พอผู้บริหารรับทราบเรื่องดังกล่าว ก็รู้สึกไม่พอใจ ก็เลยคิดว่า จะจ้างพนักงานใหม่ ที่มีฝีมือ และมีศักยภาพมากกว่า เข้ามาทำงานจะได้พัฒนาเขาได้ เพราะมีระบบรองรับทุกอย่างแล้ว
แต่พอเริ่มที่จะรับพนักงานใหม่ ก็ติดปัญหาที่ระบบบริหารค่าจ้างเงินเดือนยังไม่ได้รับการปรับปรุง ก็เลยรับคนใหม่เข้ามาไม่ได้อีก มีบางคนเข้ามา แต่พอมาพบกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ก็เลยตัดสินใจลาออกไปทำงานที่อื่น
เรื่องราวข้างต้นนั้นท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่ามันดูเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็มีสิทธิที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่ดูแลระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้ดี ปล่อยปละละเลยให้ระบบมันเป็นไปตามยถากรรม
ทุกระบบในการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้นล้วนแต่มีความเชื่อมโยงถึงกันหมด ตั้งแต่ระบบการสรรหาคัดเลือก การพัฒนา การบริหารผลงาน การบริหารค่าจ้างเงินเดือน การพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ จนกระทั่งถึงระบบการเกษียณอายุ ถ้าระบบใดระบบหนึ่งเกินรวน และมีปัญหา มันก็จะกระทบต่อเนื่องไปยังระบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น อย่าลืมดูแลเรื่องความเชื่อมโยงของระบบต่างๆ ในการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรเราด้วย ปรับระบบหนึ่งก็ต้องพิจารณาว่า จะไปกระทบกับอีกระบบหนึ่งอย่างไร

ใส่ความเห็น